วันเวลาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งมีเวลาของมันเอง
หลังจากยุติการชุมนุม 193 วัน เมื่อปลายปี 2551 พอเข้าสู่ปี 2552 พวกเราได้ดูรายการใหม่ทาง ASTV ทุกบ่ายวันเสาร์ -อาทิตย์ ชื่อรายการ "จอเหลือง" มีพี่ตั้ว ศรัณยู วงศ์กระจ่าง เป็นพิธีกรและผู้ผลิตรายการนี้ เป็นรายการวาไรตี้ที่แตกต่างจากรายการอื่นๆใน ASTV ซึ่งมาจากดำริของคุณสนธิ ที่อยากให้มีรายการแบบนี้ เพื่อสื่อสารกับพี่น้องพันธมิตร..
+ + + +
รายการจอเหลือง เชิญพี่น้องพันธมิตรมาออกรายการ ทำให้รู้จักกันดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนทำอาชีพอะไร ก็มีโอกาสที่จะมาออกรายการจอเหลืองได้ทั้งนั้น แม้แต่คนที่เล่นอินเทอร์เนต อย่างชาว mblog มีคุณ pijika, sazzie ก็เคยมาออกรายการนี้ รวมถึงกลุ่ม TGO ก็ได้ไปออกรายการจอเหลืองมาแล้ว
รูปแบบการจัดรายการ ไปจัดในสตูดิโอนอก ASTV มีการสร้างฉาก จัดระบบแสง เสียง จนภาพที่เห็นในจอทีวี ดูดีมากๆ รายการดูสนุก ดีกว่ารายการในฟรีทีวีหลายหลายการ แต่รายการจอเหลืองไม่มีโฆษณาเข้ารายการมากเหมือนอย่างรายการของฟรีทีวี แต่จอเหลือง ยังจัดรายการต่อไป ที่นายบอนชอบมากๆ คือ การเปิดเวทีให้ศิลปินพันธมิตรมาร้องเพลงของตัวเอง และเพลงอื่นๆ ได้เห็นศิลปินแต่งตัวในชุดที่แปลกตา ร้องเพลงในสไตล์อื่นๆบ้าง
แล้วยังมีการทำอาหารโชว์ คุยกันแบบเบาๆ , มีรูปแบบเกมโชว์การเมือง แล้วยังสร้างพิธีกรหน้าใหม่ในช่วงต่างๆ ได้เห็นถึงความหลากหลาย การคิดงานออกมา การนำเสนอสิ่งใหม่ๆ และการเปิดโอกาสให้พี่น้องพันธมิตรได้มาออกรายการ ครั้งหนึ่ง มีทีมงานของพี่ตั้ว โทรติดต่อนายบอน ให้ช่วยติดต่อ เพื่อนที่ชื่อสุวิทย์ ที่นายบอนมักเขียนบันทึกเรื่องราวของเขาในช่วงการชุมนุม 193 วันใน mblog ให้มาออกจอเหลืองบ้าง แต่เสียดายที่เจ้าเพื่อนยาก ไม่อยากออกสื่อ
จากความหลากหลายของคนที่มาออกรายการ มีเพื่อนหลายคนบอกว่า ดูจอเหลืองแล้ว รู้สึกว่า ASTV เป็นทีวีของประชาชนจริงๆ
ความจริงที่ต้องยอมรับ
.การทำงานทุกอย่าง ต้องมีการลงทุน และมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ตอนที่เริ่มทำรายการจอเหลือง พี่ตั๊วบอกว่า คุณสนธิดำริอยากให้ทำรายการในรูปแบบนี้ ให้ทำไปเลย เรื่องเงินจะหามาให้ พี่ตั้วและทีมงานเลยลงมือผลิตกันเต็มที่ จนวันหนึ่งถึงรู้ว่า เกิดปัญหาการเงินจนเป็นหนี้ก้อนโต รายการจอเหลืองเลยเกิดการเปลี่ยนแปลง มีของเก่ามาฉายซ้ำให้ดูบ่อยๆ ส่วนรายการ The Audition ที่คัดเลือกนักแสดงของพันธมิตรก็หายไป เอารายการจอเหลืองมาฉายซ้ำ จนเปลี่ยนเป็นรายการของพรรคการเมืองใหม่ในปัจจุบัน
เมื่อเกิดปัญหา พี่ตั้วก็บอกกันตรงๆ จนต้องจัดคอนเสิร์ตเปิดบัญชีทรัพย์สินเมื่อ 19 ธ.ค.2552 เพื่อหาเงินปลดหนี้ก้อนโต พี่น้องพันธมิตรหลายคนช่วยซื้อบัตร ช่วยบริจาค จนได้เงินก้อนหนึ่ง มาใช้หนี้ได้ครึ่งหนึ่ง
พี่ตั้วบอกในรายการว่า หนี้ทั้งหมดประมาณ 8 ล้านบาท ปลดหนี้ได้ครึ่งหนึ่งแล้ว ...ยังเหลืออีกครึ่ง
เข้าสู่ปีใหม่ 2553 ถือว่า รายการจอเหลืองมีอายุครบ 1 ปีพอดี ถ้าเป็นรายการทีวีอื่นๆ คงป่าวประกาศฉลองครบรอบ 1 ปี แต่พี่ตั้วออกมายอมรับ พูดถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ฟังดูแล้วมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า จอเหลืองจะเลิกทำรายการแล้วหรือ
ในคลิปวิดีโอ พี่ตั้วพูดถึงทางเลือกรูปแบบต่างๆของการจัดรายการ จะจัดแบบไหนถึงจะประหยัดค่าใช้จ่ายสุดๆ พี่ตั้วคงคิดรูปแบบ ประเมิน ข้อดีข้อเสียหลายด้านแล้ว และยังฝากให้ผู้ชมรายการช่วยกันคิดดู ว่ารายการจอเหลืองจะเป็นยังไงต่อไป
..เพราะความผูกพัน และการได้ต่อสู้ร่วมกันมา ไม่มีใครอยากให้รายการจอเหลืองลาจอไป หลายคนบอกว่า ต้องการเงินเท่าไหร่จะโอนไปให้ แต่พี่ตั้วยอมรับตรงๆ ไม่อยากรบกวนพี่น้องให้มากไปกว่านี้
"บางสิ่ง อาจจะเหมาะสมกับช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น"
ทางเลือกของรายการจอเหลืองในอนาคต
"วันเสาร์ที่ 9 และ วันอาทิตย์ที่ 10 ม.ค.2553 ยังมีรายการจอเหลืองทาง ASTV ในเวลาเดิม (13.00-14.30 น.) แต่หลังจากนั้นค่อยดูกันอีกที อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้"
ที่ผ่านมา ช่วงปลายปี 2552 รายการจอเหลืองเอาเทปเก่าๆมาฉายซ้ำ หลายคนไม่ได้ติดตามจอเหลืองเหมือนเดิม หลายคนกดไปดูช่องอื่น หลายคนใช้เวลาช่วงนั้นไปทำงาน เรียนหนังสือ หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เกิดอะไรขึ้นกับจอเหลือง เหมือนการแจ้งข่าวจะจัดคอนเสิร์ตเปิดบัญชีทรัพย์สิน กว่าจะรู้กันทั่ว ก็ต้องประชาสัมพันธ์หลายๆช่องทาง
พี่ตั้ว ยอมรับกันตรงๆว่า รู้สึกไม่ค่อยดีที่เอาแต่เปิดเทปเก่าๆซ้ำไปซ้ำมา ทั้งๆที่เวลาออกอากาศของ ASTV น่าจะมีอะไรใหม่ๆที่มีคุณค่ามากกว่า เอาของเก่ามาเปิด ถ้าจะจัดรายการในรูปแบบปัจจุบัน (ที่เห็นในคลิปวิดีโอ) คือ นั่งพูดไปสักพักใหญ่ แล้วตัดภาพไปดูเทปเก่าๆ ถึงแม้พี่ตั้วจะรู้สึกดีที่มีพื้นที่สื่อสารกับพี่น้องพันธมิตรที่ยังคงติดตามดูอย่างเหนี่ยวแน่น แต่คนดูน่าจะได้ดูรายการที่ดีกว่าที่เห็นอยู่
เป็นใครก็คงกดดันตัวเอง เมื่อเริ่มต้นทำรายการ ทำออกมาได้น่าดูมากๆ สร้างสรรค์แบบสุดๆ แต่พอครบ 1 ปี รูปแบบกลับออกมาด้อยกว่าตอนที่เริ่มจัดรายการช่วงแรกๆ หลายเท่าตัว
แต่พี่ตั้วก็บอกความจริงทุกอย่าง เล่าให้ฟังถึงที่มา เบื้องหลังรายการ พยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ อยากให้มีรายการต่อไป แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น คือ อุปสรรคสำคัญ ถ้าฝืนจัดรายการต่อไป แต่หนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วมาประกาศจัดคอนเสิร์ตหาเงินใช้หนี้อีกครั้ง ก็รู้สึกแย่.....
เลิกจัดรายการจอเหลืองเถอะครับ ถ้าไปไม่ไหวจริงๆ
แต่พี่ตั้ว และทีมงาน มีความสามารถมากมาย เช่นในการชุมนุม 193 วัน พี่ตั้วยังสามารถสมวิญญาณศิลปินนักร้อง นักแต่งเพลง แต่งเพลงออกมาได้มากมาย ร้องเพลงได้ทุกวัน แล้วพี่ตั้วยังมีความสามารถอีกเยอะ ขนาดอยู่ในสถานที่ เวทีการชุมนุมที่มีข้อจำกัด อุปสรรคหลายอย่างในช่วง 193 วัน พี่ตั้วยังคิดงาน คิดเพลงออกมาได้ ช่วยให้การชุมนุมยืนหยัดอยู่ได้หลายเดือน
ถ้าจะจัดรายการใน ASTV แบบที่ ASTV เค้าจัด ในแบบที่สามารถจัดรายการต่อไปได้ ให้มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับ ASTV หรือ การจัดรายการในแบบ เศรษฐกิจพอเพียง
จะทำยังไงได้มั่ง
1) เปลี่ยนรูปแบบรายการ เปลี่ยนชื่อใหม่ ไปจัดในห้องส่ง ASTV ทำการคิดรูปแบบ กำหนดขอบเขตเนื้อหารายการให้เล็กลง แต่นำเสนอเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอให้เข้มข้นขึ้น ถึงจะต้องจัดสดในห้องส่งของ ASTV พี่ตั้วก็สามารถคิดงานออมาได้ เช่น
- สัมภาษณ์แขกรับเชิญในสไตล์ของพี่ตั้ว มีสกู๊ป วีทีอาร์ประกอบรายการที่ตัดต่อเนื้อหาในสไตล์จอเหลือง
- เวทีดนตรี ในแบบที่เคยจัดสดๆในห้องส่ง เล่นดนตรีสดๆ แล้วสัมภาษณ์พูดคุยระหว่างเพลง หรือ คิดรูปแบบ สอดแทรกเนื้อหาที่น่าสนใจ
- มีหลายช่วงในรายการจอเหลือง สามารถนำมาผลิตเป็นรายการใหม่ รายการเล็กๆ แต่เน้นเนื้อหาให้เข้มข้นยิ่งขึ้น อาจจะจัดเป็นรายการสั้นๆ 5 นาที 10 นาที หรือ 30 นาที ก้ได้ ยิ่งจะควบคุมงบประมาณได้ และสามารถผลิตรายการได้มากขึ้น เนื้อหาสาระเข้มข้นยิ่งขึ้น
2) ร่วมผลิตรายการกับทีมงาน ASTV พี่ตั้วสามารถคิดรูปแบบรายการให้แตกต่าง น่าสนใจกว่ารายการที่มีอยู่ใน ASTV ได้แน่ๆ และเปิดพื้นที่ให้ศิลปินพันธมิตร พี่น้องพันธมิตรได้มาออกรายการได้มากขึ้น
3) ร่วมทีมผลิตรายการกับ ม.รังสิต พี่ตั้วจะได้ถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ ให้ทีมงาน ม.รังสิตด้วย สร้างคน และได้สร้างรายการดีๆให้ ASTV ได้เช่นกัน
4) ศึกษา รูปแบบการผลิตรายการของช่อง FM TV ของสันติอโศก น่าจะนำมาปรับใช้ในการผลิตรายการตามที่พี่ตั้วอยากจะผลิตออกมาได้มากมายเหมือนกัน
การได้เริ่มทำรายการใหม่ๆ เป็นความท้าทาย เป็นสีสันที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชมอีกด้วย ถ้าจัดรายการใหม่ แก้ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายเกินตัวได้ ทุกฝ่ายก็มีความสุขครับ พี่ตั้วยังได้จัดรายการอยู่ ได้พูดคุย บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ สร้างทีมงานใหม่ๆต่อไป
ถ้าจัดรายการใหญ่ๆไม่ไหว ก็จัดรายการเล็กๆ แต่เข้มข้นดีกว่าครับ ต่อไป เมื่อทุกอย่างพร้อมกว่านี้ สามาาถจัดรายการจนเกิดผลกำไร แล้วจะกลับมาทำรายการในรูปแบบที่อยากทำอีกครั้งก็ยังได้นะครับ
เพราะ
วันเวลาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทุกสิ่งมีเวลาของมันเสมอ...
++++
รายการจอเหลือง, ศรัณยู วงศ์กระจ่าง, ASTV
วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553
รายการจอเหลือง รายการดีของ ASTV ที่กำลังจะลาจอไป !!!
กาลเวลา ชีวิต ความเป็นไป ในช่วงเปลี่ยน พ.ศ.ใหม่
ช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ของหลายคน เป็นช่วงเวลาที่มีความสุข ได้ไปท่องเที่ยว ได้กลับบ้านมาเจอญาติพี่น้อง ได้สังสรรเฮฮาสนุกสนาน แต่ช่วงเวลานี้ของนายบอน เป็นช่วงเวลาที่ได้แง่คิดหลายอย่าง ภายในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า "กาฬสินธุ์"
ตลอดทั้งปี 2552 นายบอนเดินทางไปที่ต่างๆบ่อยครั้ง พอถึงช่วงปีใหม่ กลับไม่ได้ไปที่ไหนเลย อยู่ที่บ้านอย่างเดียว จนมีคนประหลาดใจ ที่อยู่บ้านก็เป็นด้วย วันส่งท้ายปีเก่า ก็ดำเนินชีวิตเหมือนวันปกติทั่วไป กินข้าวที่บ้านกับพ่อ แม่ ไม่มีโปรแกรมไปสังสรรเคาน์ดาวน์ที่ไหน แต่พอ 3 ทุ่ม เพื่อนก็โทรมาชวนไปสังสรรปีใหม่ เพราะมีเพื่อนกลับมาจาก กทม. จะชวนไปเที่ยวตะวันแดงกาฬสินธุ์ นายบอนไม่อยากไปตะวันแดง แต่เพื่อนอีกคนชวนไปสังสรรค์ที่ร้านซ่อมมอเตอร์ไซต์ของเพื่อนคนหนึ่ง เลยตัดสินใจออกไปที่ร้านนี้เพราะคุ้นเคยกับเพื่อนคนนี้ดี
พอไปถึง เพื่อนเจ้าของร้านก็ตั้งวงสังสรรค์ วงเล็กๆ ตั้งเตาถ่าน ย่างเนื้อกิน มีจานส้มตำ เบียร์ลีโอ นั่งกินกับลูกจ้างของร้าน ส่วนเพื่อนเจ้าของร้านนั่งกิน "สไปร์ท" นั่งกินไป เดี๋ยวก็มีคนที่ขับมอเตอร์ไซต์ผ่านแถวนั้น แวะซื้อน้ำมันเครื่อง เพื่อนเจ้าของร้านเลยได้ขายของ รับทรัพย์ไปด้วย ...ฉลองไปด้วย เปิดร้านไปด้วย ขายของรับเงินไปด้วย เพื่อนเจ้าของร้าน สั่งเบียร์ลีโอมาเลี้ยงนายบอน 1 ขวด นั่งกินริมฟุตบาทหน้าร้านแบบกันเอง..
ราว 23.30 น. เพื่อนที่โทรไปตามนายบอนออกมา ก็ชวนไปกินที่ร้านอุดมโภชนา มีเพื่อนอีก 2 คนรออยู่ที่นั่น เพื่อนคนหนึ่ง เมียเค้าอยู่ที่โรงพยาบาล กำลังจะคลอดลูกชายคนแรก ก็เลยตามเพื่อนไปสังสรร เพื่อนที่รออยู่เลยเลี้ยงเหล้าซะเลย คุยกันไป ดูทีวี countdown ปีใหม่ ชนแก้วไชโยกันตอนเปลี่ยน พ.ศ. กินเหล้าจนเมา ร่ำลากันตอน ตี 1.30 น. เพราะเมียของเพื่อนใกล้จะคลอดแล้ว เพื่อนที่เหลือเลยแยกย้ายกลับบ้าน นายบอนพอกลับถึงบ้าน ก็อาเจียนออกมา เพราะกินเบียร์ แล้วไปกินเหล้า ของมันตีกัน กระเพาะคงรับไม่ไหว จนต้องอ๊วกออกมา ถึงนอนได้
ช่วงเปลี่ยน พ.ศ. ก็มีเพื่อนๆส่ง sms มาอวยพรปีใหม่ทางมือถือตั้งหลายข้อความ ชาว mblog ที่ส่ง sms มาอวยพรนายบอน ก็คุณ hataraki, leelawadee2u, คุณเล็ก-เพื่อนรักของ sazzie
เช้าวันที่ 1 มกรา ตื่นขึ้นมายังมึนๆ ค้างๆ แต่ก็ออกไปตักบาตรที่หน้าศาลากลางกับแม่ รับวันใหม่ ปีใหม่ ตักบาตรรับน้ำมนต์จากพระสงฆ์ที่มาทำพิธีประพรมน้ำมนต์เป็นสิริมงคลรับปีใหม่ มีพระสงฆ์มารับบิณฑบาตรดูน้อยกว่าปีก่อน กลับบ้านก็ยังซึมๆกับเหล้าเมื่อคืน ตอนเที่ยงก็ไปกินก๋วยเตี๋ยวกับคุณลุงคุณป้า ช่วงเย็น ก็ไปทานข้าวบ้านคุณป้า มีตั้งวงเนื้อกะทะ ทำสลัด ข้าวผัดกันเองในหมู่ญาติพี่น้อง ก็อบอุ่นเหมือนทุกๆปี ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่ผู้ใหญ่มีความสุข เพราะได้เจอกัน ได้คุยกับคนวัยเดียวกัน ยกเครื่องคอมพิวเตอร์มาร้องคาราโอเกะกัน คุณพ่อ คุณแม่ ของนายบอนก็ร้องเพลงกะเค้าด้วย ระหว่างกินเนื้อกะทะกัน ก็จะมีญาติๆของคุณป้า ถือกระเช้าของขวัญมาสวัสดีปีใหม่ มีครอบครัวหนึ่ง พากันมากลุ่มใหญ่ มีทั้งรุ่นปู่-ย่า รุ่นลูก และรุ่นหลานตัวเล็กๆ มากันร่วม 10 คน จนแม่ของนายบอนมองด้วยความอิจฉา ในความอบอุ่น ที่เห็นครอบครัวเค้าลูกหลานน่ารัก เห็นแล้ว นายบอนก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน
ผู้ใหญ่มักจะพูดว่า ถ้าบ้านไหนมีเด็กเล็ก บ้านนั้นจะมีชีวิตชีวา ไม่เงียบเหงา ผู้ใหญ่ ก็จะมีความสุข ได้ดูแลเล่นกับหลานๆ
จึงเป็นปีใหม่ที่นายบอน ถอนหายใจอีกปี
ตอนสายๆวันที่ 2 มค ก็แวะไปเยียมเพื่อนคนที่พึ่งได้ลูกชายคนใหม่ ซึ่งคลอดตอน 1.45 น.ของวันที่ 1 ม.ค.2553 เป็นเด็กที่คลอดคนแรกของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ แวะไปพูดคุยถามไถ่ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ก็ไม่ค่อยได้นอนทั้งคืน คอยดูแลลูกชายตัวน้อย คลอดออกมาน้ำหนัก 3,010 กรัม นายบอนไปนั่งมองลูกชายตัวนน้อย จนเพื่อนถามว่า "อยากได้ลูกมั่งล่ะสิ มองตาแป๋วเชียว เนี่ย เดี๋ยวเราจะปรึกษาเพื่อนที่เป็นหมอ วางแผนที่จะมีลูกคนที่สองซะเลย"
นายบอนก็ได้แต่ยิ้มๆ
ปีใหม่ที่มีวันหยุด 4 วัน ก็ไม่ได้ไปไหนทั้งนั้น เห็นรถเยอะ เลยเบื่อที่จะไปไหน ดูทีวี ข่าวท้องถิ่น มีข่าวอุบัติเหตุหลายที่ ใกล้บ้านก็มี เลยได้แต่ปลงๆ ไว้หลังปีใหม่ค่อยเที่ยวละกัน
ปีใหม่แบบเหงาๆ ซื้อของขวัญให้ตัวเอง แวะร้านหนังสือ หาซื้อหนังสือที่อยากอ่านมา 1 เล่ม ก็เท่านั้นเอง แล้วก็นั่งดูทีวีเพลินๆในวันหยุดก็เท่านั้น.......
ไว้หลังปีใหม่ ค่อยออกเดินทางท่องเที่ยวตามที่อยากไปอีกที....
++++
ชีวิต, ความเปลี่ยนแปลง
เจ๊ กาเหว่า อมร แต้อุดมกุล@superบันเทิง ขวัญใจของคนดูหนุ่มๆที่กาฬสินธุ์
คนที่ติดตามดูช่อง superบันเทิง หลายคนชอบพิธีกร ผู้ประกาศหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ตุลย์, โบ, พริก, พี่ต่อ, นุ๊ก, ป้าเดย์, อาร์ม, เจ๊ไทม์, เต้ย...
แต่ไม่น่าเชื่อว่า ที่นายบอนได้ฟังพรรคพวกคุยกัน มีคนชื่นชอบ เจ๊กาเหว่า อมร แต้อุดมกุล มากกว่าหลายคนที่กล่าวชื่อมา
"ชอบที่เป็นผู้หญิงเก่ง ดูเป็นคนที่มีความสามารถสูง ถึงจะถูกคนอื่นๆในช่องแซวว่า แก่... แต่ก็แก่ประสบการณ์นะ"
พรรคพวกบอกว่า ดูเจ๊กาเหว่าจัดรายการตอนเช้ากับนายตุลย์ ทุกวันพฤหัส-ศุกร์ ยังไม่ชอบเท่าไหร่ แต่พอเห็นเจ๊กาเหว่า มาสัมภาษณ์บุ๋ม ปนัดดา ในรายการ "เปิดหมดเปลือก" เลยสนใจมากขึ้น แถมรายการนี้ยังมีรีรันอีก 4 รอบ เลยตามมาดูได้ เห็นสไตล์การพูด สัมภาษณ์ ยิงคำถามของเจ๊กาเหว่าแล้ว โห บางคำถาม กล้าถามว่ะ สุดยอด
ในเทปรายการเปิดหมดเลือก (พิเศษ) ตอนปีใหม่ ตุลย์ เจ๊ไทม์ และจีน มานั่งพูดถึงเบื้องหน้า เบื้องหลังของรายการ มีช่วงที่พูดถึงเจ๊กาเหว่า แล้วก็ตัดภาพให้เจ๊กาเหว่าโผล่มาพูด เท่านั้นแหละ พรรคพวกบอกให้ดูรีรันทันที ดูเจ๊กาเหว่าในห้องทำงาน ดูเท่มากๆ
เลยต้องตามดูรีรันตามที่พรรคพวกบอกให้ดู (อย่างที่เห็นในคลิปวิดีโอ) ดูอีกมุม เจ๊กาเหว่า ก็ดูแก่ แต่ดูอีกมุม เออ..ดูเท่ สวยอีกแบบเหมือนกัน ตอนสัมภาษณ์ ใส่ชุดที่สไตล์ลิสจัดมาให้ ดูเริดหรูไม่เบา
นึกๆดูแล้ว ก็สงสัยเหมือนกัน ทำไมพรรคพวกในกาฬสินธุ์ ถึงหันมาปลื้มเจ๊กาเหว่ามากกว่า สาวหน้าใสๆอย่าง พริก, จุ๊, นุ๊ก, เจ้ไทม์....
- แสดงว่า หนุ่มๆชอบผู้หญิงเก่ง
- ตอนสัมภาษณ์บุ๋ม ปนัดดา เจ๊กาเหว่าถามได้มันสุดๆ
แหม ไม่เก่งได้ยังไง ระดับ บก. บรรณาธิการของช่อง superบันเทิง เชียวนะเนี่ย
ขอคารวะ เจ๊กาเหว่า...
+++++++
superบันเทิง, อมร แต้อุดมกุล, ASTV
รอยยิ้มกับมิตรภาพของคนเสื้อแดงและคนเสื้อเหลืองที่ขอนแก่น
สถานการณ์การเมืองในเวลานี้ การความขัดแย้งระหว่างคนสีต่างๆ ทั้งสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน ดูเหมือนรอเวลาที่จะระเบิดขึ้นมาอีกครั้ง ในความรู้สึกของคนทั่วไปนั้น คนเสื้อแดง ไม่เห็นข้อดีของคนเสื้อเหลืองในสายตาเลย และคนเสื้อเหลืองก็ไม่เคยเห็นด้านดีๆของคนเสื้อแดงแม้แต่น้อย ดูท่าแล้ว ประเทศไทยคงต้องถูกแบ่งพื้นที่ประเทศแน่ๆ
แต่ในความเป็นจริง ใช่ว่า จะเป็นอย่างความรู้สึกนึกคิดของคนที่นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์คิดเช่นนั้นเสมอไป
อีก 3 วันต่อมา ระหว่างที่ต้อมกำลังเดินซื้อของที่ตลาด เห็นคุณยายคนหนึ่งกำลังขี่รถจักรยานซ้อนท้ายหลานสาวสะพายกระเป๋าในเล็ก ช่วงนั้นเป็นเวลาเลิกเรียน คุณยายคงไปรับหลานตอนเลิกเรียน ระหว่างที่ขี่จักรยานผ่าน 3 แยกมาได้ไม่กี่เมตร รถจักรยานดูเหมือนจะเสียการทรงตัว ตัวรถเอียงจะล้ม คุณยายพยายามทรงตัวจับตัวรถเอาไว้ แต่สัมภาระ อาหาร ถุงขนม ที่อยู่ในตะกร้าหน้ารถ ก็หล่นออกมาบนพื้นถนน ส่วนหลานสาวก็หล่นจากรถ กระเป๋าสะพายหลุดจากหลัง ต้อมอยู่ตรงนั้นพอดี เลยเข้าไปช่วยประคองรถ และเก็บสัมภาระที่หล่นลงมา ใส่ตะกร้าหน้ารถ หยิบกระเป๋าใบสีชมพูของหลานสาวขึ้นมา ช่วยปัดดินที่ติดตามแขน ขาของหลานสาวคุณยายให้ แล้วถามว่า "เจ็บรึเปล่า"
แดนขับรถมอเตอร์ไซต์ผ่านมาพอดี เลยจอดรถแวะดู บอกว่า เด็กคนนี้ เป็นลูกสาวของเขาเอง ส่วนคุณยายก็คือ คุณแม่ของแดน เลยขอบคุณ ต้อมยกใหญ่ และชวนไปทานข้าวเย็นที่บ้านของแดน ที่อยู่แถวๆตลาดแห่งนั้น
ต้อมกับแดนคุยกันถูกคอ แต่แล้ว สายตาของต้อมก็เหลือบไปเห็นเสื้อสีแดง "ความจริงวันนี้" ที่แขวนอยู่ที่ราวตากผ้าข้างรั้วบ้านของแดน.... อ้าว "แดนเป็นคนเสื้อแดงหรือนี่" แต่ต้อมก็ไม่ได้ถูกอะไรเกี่ยวกับการเมือง ต้อมไม่อยากแสดงตัวว่า ตัวเองเป็นคนเสื้อเหลือง เป็นพันธมิตร ถ้าไม่พูดเรื่องการเมือง คนไทยทุกคนก็น่าจะคบหากันได้
แต่บังเอิญ มีเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เอาถุงผลไม้มาให้แดน พอเห็นหน้าต้อม ก็บอกว่า "เฮ๊ย ไอ้นี่มันพวกเสื้อเหลืองนี่หว่า ชวนมันมาที่บ้านได้ยังไงวะ"
แดนถึงกับอึ้ง มองหน้าต้อมอยู่ครู่หนึ่ง หันไปบอกเพื่อนบ้านคนนั้นว่า
"เสื้อเหลืองแล้วไงวะ ยังไงเค้าก็มีน้ำใจช่วยเหลือ แม่กับลูกสาวของข้านะ"
แล้วก็พูดคุยกันตามปกติ
ช่วงหนึ่ง แดนก็ชวนคุยเรื่องการเมืองจนได้ บอกว่า เลือกข้างผิดก็คิดใหม่ได้นะ คนอีสานตั้งเยอะ ไม่ชอบรัฐบาล ชอบทักษิณ เดี๋ยวเลือกตั้งใหม่ พรรคของทักษิณจะกลับมาบริหารประเทศ คราวนี้ล่ะอยู่ยาว คอยดูตอนนั้นละกัน ถ้าจะเลือกข้างใหม่ก็ยินดีนะ
ต้อมก็พูดขึ้นมาบ้านเหมือนกัน ทักษิณทำลายชาติ มีแต่เสื่อมลงทุกที คอยดูคำทำนายของหลวงตามหาบัวละกัน ท่านบอกว่า อีกไม่นานทักษิณจะสูญเสียหมดทุกอย่าง ทั้งทรัพย์สินเงินทอง แม้แต่ชีวิตก็จะรักษาไว้ไม่ได้
คุยกันแบบนี้ ดูท่าทาง อาจจะมีการปะทะ จนถึงลงไม้ลงมือกันได้ แต่ความจริง กลับไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งคู่คุยกัน แบบหยอกๆ เหมือนกับแฟนฟุตบอลทีม แมนฯยู กับ ลิเวอร์พูล ที่พูดถึงทีมโปรดของตน และพูดจาทับถม เย้ยหยันทีมคู่แข่ง ต้อมกับแดน ก็พูดคุยในลักษณะเดียวกัน พูดถึงฝ่ายที่ตัวเองเชียร์ และทับถม เย้ยหยันอีกฝ่าย แล้วก็คุยกันเรื่องอื่นๆ
ครั้งต่อๆมา เจอกัน ก็แซวๆกัน "เป็นไงวะ ไอ้คนเสื้อแดง ไม่ไปชุมนุมที่อุดรเหรอ" "เฮ๊ย เมื่อไหร่พวกพันธมิตรจะชุมนุมอีกวะ งานยังไม่เข้าอีกเหรอ"
คงมีอีกหลายที่ หลายคน ที่คบกันได้ แต่ไม่เคยถูกกล่าวถึงมากนัก
แม้จะต่างขั้ว ต่างสีกัน แต่ก็ยังอยู่ร่วมกันได้ เป็นเพื่อนกันได้
คุณวิรัตน์ ขอนแก่น -เรื่องราว