วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หนามตำใจ 6 - เจอแฟนเก่าของเมียน้อย

            สามีของเธอเป็นคนเ้จ้าชู้ระดับเทพ หลายคนรู้จักดี ที่ผ่านมา เคยมีเมียน้อยหลายคน แต่ทว่า เมียน้อยคนปัจจุบันคนนี้ แน่จริงๆ ท้าทายเมียหลวงมากๆ ที่ส่งรูปถ่ายบาดตาบาดใจให้เมียหลวงได้ดูผ่านทางอินเตอร์เนต Facebook  เมียหลวงเคยโทรคุยกับเมียน้อยโดยตรงแล้ว ทั้งบอก ทั้งเตือนสติ ว่า สามียังไม่ได้หย่ากับเธอ ยังเป็นสามี ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีลูกกันแล้วนะ แล้วยังจะแย่งสามีชาวบ้านอยู่อีกหรือ

            ทั้งที่เคยเตือนเมียน้อยมาแล้ว แต่เมียน้อยยังคงท้าทายเมียหลวง

            เจอแบบนี้ มีหรือที่เมียหลวงจะยอมให้หยามกันซึ่งๆหน้า เมียหลวงเลยคิดสู้ เมื่อส่งรูปมาให้ดูทาง facebook ดีนัก ก็เลยติดตามดูข้อมูลซะเลยเพื่อหาข้อมูลของเมียน้อยเพิ่มเติม ดูว่า มีใครที่เป็นเพื่อนใน facebook ของเมียน้อยบ้าง แ้ล้วก็ตัดสินใจขอเป็นเพื่อนกับผู้ชายคนหนึ่ง



            แล้วผู้ชายคนนั้นก็ตอบรับการเป็นเพื่อนทาง facebook เมื่อออนไลน์ในเวลาตรงกัน ได้คุยกัน ทีแรกก็คุยกันเรื่องทั่วๆไป แต่พอถามถึงเมียน้อย ก็ได้เรื่องทันที

            ผู้ชายคนนั้น ซึ่งมีอายุน้อยกว่า เมียหลวง บอกว่า เขาเป็นแฟนเก่าของผู้หญิงคนนี้ ยิ่งคิดยิ่งแค้น ที่ต้องถูกเธอทิ้ง เธอเป็นนักศึกษาเรียนพาณิชย์ อายุวัยนักศึกษาประมาณ  19-20 ปี  แต่ที่ผ่านมา  เธอเปลี่ยนที่เรียนอยู่บ่อยๆ

            แล้ววันหนึ่ง ก็มาเจอสามีของเธอ ซึ่งเรียกว่า ป๋า คบหากัน ไปเที่ยวกัน แล้วก็ติดใจป๋า ป๋าก็ควงไปไหนต่อไหนหลายแห่ง แล้วก็มีอะไรกันจนได้ ในที่สุด เมื่อแฟนเก่ารู้เรื่อง ก็สอบถามทำไมถึงทำแบบนี้ พยายามเตือนเธอให้คิดให้ดีๆ แล้วยื่นคำขาด ถามกันตรงๆว่า เธอจะเลือกใคร ระหว่างเขา กับป๋า เธอบอก เลือกป๋า ทำเอา แฟนเก่าต้องอกหักทันที

            ยังไง ป๋าก็เป็นข้าราชการ มีเงินเดือน สามาถรถเลี้ยงดูส่งเสียเธอได้ เทียบกับแฟนเก่าที่เป็นนักศึกษา ยังไม่มีงานทำมั่นคง เลยขอเลือกป๋าดีกว่า ทำเอาแฟนเก่าคับแค้นใจยิ่งนัก ที่ถูกหยามถึงขนาดนั้น

            เมื่อแชทกันทาง  facebook คุยกับเมียหลวง ได้ระบายความรู้สึกเจ็บปวด อารมณ์เดียวกัน แต่แฟนเก่าบอกว่า ผมยังเด็ก ยังหาใหม่ได้ แต่สำหรับพี่ หนักหนาเหลือเกิน เมื่อได้เจอคนที่บาดเจ็บจากเมียน้อยเหมือนกัน มาคุยกัน ก็ทำให้หายเศร้าได้บ้าง แล้วเธอก็ได้น้องชายเพิ่มมาอีกคน ซึ่งน้องชายคนใหม่บอกว่าจะช่วยสืบหาที่อยู่ และข้อมูลของเมียน้อยมาให้เธอ ทำให้เมียหลวงยิ้ม ที่กำลังจะได้ข้อมูลที่ต้องการ

            ข้อมูลที่ต้องการ เมียหลวงก็จะนำมาใช้ในเรื่องการฟ้องหย่า และฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเมียน้อย ตามสิทธิทางกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้เธอพร้อมแล้ว ได้ปรึกษากับทนายความ โดยได้มอบหลักฐาน คือ ภาพถ่าย ที่เมียน้อยส่งมาให้นั่นเอง  สิ่งที่ส่งมาเพื่อให้เมียหลวงตรอมใจตาย แต่สุดท้าย เีมียหลวงก็เอาสิ่งนี้ มาฟ้องร้องค่าเสียหายซะเลย

            ถ้าเมียน้อยไม่ส่งภาพเหล่าี้นี้มาให้ เมียหลวงก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า จะเอาหลักฐานอะไรมาฟ้องคดีเหมือนกัน

            เรื่องหย่าร้าง ก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย ต้องแ่บ่งสินสมรสกันครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งทางฝ่ายสามี ไม่อยากให้แบ่งเลย อยากให้ทรัพย์สินหลายอย่าง เป็นของเขาฝ่ายเดียว ไม่อยากให้เมียหลวงได้อะไรไปเลยด้วยซ้ำ



            แต่เมื่อไปกันไม่ได้อีกแล้ว ก็ต้องหย่า เมียหลวงได้เตรียมเอกสารพร้อมแล้ว รายละเอียดต่างๆ ทั้งทรัพย์สินที่ขอแบ่ง มีอะไรบ้าง เตรียมข้อมูลไว้หมดแล้ว และเข้าสู่ัขั้นตอนต่างๆทันที ซึ่งในสัปดาห์หน้า เธอจะำทำงานที่คั่งค้างให้เสร็จตามกำหนด และสัปดาห์ถัดไป ก็จะลุยในเรื่องของคดีความกันต่อไป

            เมื่อเมียน้อย ซึ่งเป็นนักศึกษา หน้าใส เมื่อสามีชอบสเปคแบบนี้ ก็เชิญตามสบาย เมียน้อยยังมาท้าทายเมียหลวงเหลือเกิน ฝ่ายสามีก็หลงเมียน้อย มองว่า เมียหลวงเป็นฝ่ายผิด เป็นฝ่ายหาเรื่องให้ยุ่งยากวุ่นวาย เมื่อเข้าข้างกันดีนัก เธอก็พร้อมสู้ และยิ่งรู้เรื่องของเมียน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ จากแฟนเก่านั่นเอง

            ดูไปแล้ว เริ่มจะมองเห็นทางที่จะบ่งหนามที่ตำใจออกได้แล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บันทึกการเดินทางรถไฟ-รถทัวร์ จากบ้านห้วยขวาง-บางละมุงถึงกาฬสินธุ์ 1 มิย.2554

           31 พ.ค.2554  หลังจากเสร็จจากงาน หนึ่งคนยืนหยัด หนึ่งศตวรรษเสม พริ้งพวงแก้ว ที่จุฬาแล้ว คุณไก่ แมลงสาบ นำทีมงานไปกินข้าวเย็นที่ร้านไก่ย่าง โคราชแถวดอนเมือง ออกจาก กทม.กลับมาถึงบ้านห้วยขวาง - พัทยา ถึง 6 ทุ่มพอดี พี่ต่อ เข้านอนแล้ว

            พี่ต่อตื่นขึ้นมาแล้วไปหยิบถุงนอนมาปูพื้นให้นอน แล้วบอกว่า ช่วงนี้ งดเหล้า เบียร์ตั้งแ่ต่วันวิสาขบูชามาแล้ว กินข้าววันละ 1 มื้อ ก่อนเที่ยง กำลังตั้งใจปฏิบัติธรรม แล้วล้มตัวลงนอน  ช่วงเช้าตื่นขึ้นมา พบกับผนังห้องของห้องจัดรายการสถานีวิทยุบ้านห้วยขวาง ทาสีใหม่ เนื่้่องจากทีมงานสยามตามรอยพ่อ จะเดินทางมาบันทึกเทปที่ีนี่วันที่ 2 มิ.ย. เลยถือโอกาสปรับปรุงใหม่ ก่อนที่จะมาทำสกู๊ปน้องโลมา ซึ่งจัดรายการเรารักพระเ้จ้าอยู่หัว ช่วงสายๆ คุณพ่อคุณแม่ของน้องโลมา ก็แวะมาที่ห้อง เอาเครื่องดูดฝุ่นมาด้วย ช่วงก่อนเที่ยง นายบอนก็ให้คุณซัน คุณไก่ เซฟไฟล์งานต่างๆ เพื่อเอาไปเผยแพร่ในเวบ ก่อนที่จะเดินทางกลับด้วยรถไฟ เ้ที่ยว 14.00 น. ที่สถานีรถไฟบ้านห้วยขวาง

            คุณไำก่ และคุณซัน ขับรถมาส่งเช่นเคย ช่วงนี้ยังเป็นรถไฟฟรีอยู่ ซึ่งวิ่งมาจากสถานีบ้านพลูตาหลวง - เขาชีจรรย์ - สวนนงนุช - บ้านห้วยขวาง หลังจากขับรถมาส่งแล้ว คุณไก่ก็รีบกลับ เพราะให้หลานชายมาลงโปรแกรมฆ่าไวรัส และโปรแกรมสำัคัญๆอื่นๆ ทิ้งร้านให้หลานเฝ้าเลยรีบกลับ



            ระหว่างรอรถไฟ ก็เดินไปรับตั๋วรถไฟฟรี บอก ไป กทม. พนักงานก็ปริ๊นตั๋วส่งให้ ใกล้เวลารถไฟจะมา เ้จ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินมาเห็นคุณลุงคนหนึ่งนั่งข้างๆถุงปุ๋ย เลยถามว่าคุณลุงได้ตั๋วหรือยัง เมื่อยังไม่ได้ เจ้าหน้าที่เลยปริ๊นตั๋วเอาไปส่งให้ถึงมือ คุณลุงจะลงชลบุรี มาที่นี่มาเก็บยาสมุนไพร



           
            รถไฟมาถึงสถานีตอน 14.03 น. ผู้โดยสารที่บ้านห้วยขวาง 4 คนขึ้นบนรถ รถแล่นผ่านสถานีพัทยา- บางละุมุง-ศรีราชา-ชลบุรี ผู้โดยสารตามสถานีที่แวะจอด มีไม่เยอะ ที่นั่งเลยดูโล่ง ว่างไปหมด นั่งเหยียดขาได้สบายๆ ดูเงียบเหงาไปนิด แ่ต่ก็ไม่เงียบเสียทีเดียว เพราะที่นั่งหล้งนายบอน ที่พนักที่นั่งหลังติดกัน มี 2สาวเรียนนิเทศนั่งอยู่ ที่รู้เพราะคุณป้าที่นั่งแถวตรงข้าม ถามไถ่และชวนคุณ เธออุ้มแมวน้อยน่ารักมาด้วย คงเอาแมวไปที่หอพักด้วย นั่งไปสักพัก มีเสียงโครม เพราะเบาะเก้าอี้ไม้ หล่นจากที่วางพนัง

            "อุ้ย...แม่"



            พอหันไปมอง พนักเก้าอี้หลุดลง ที่นั่งด้านหนึ่งลงพื้น อีกด้านยังคากับที่วางแขน ป้าเลยถามด้วยความเป็นห่วงว่า เป็นอะไรมั้ย ถลอกรึเปล่า โทรศัพท์ตก ยังใช้ได้มั้ย  นายบอนเลยหันไปมอง โห สองสาวย้อมผมแดง มาแนวญี่ปุ่น น่ารักดี แ่ต่ซวยนิดหน่อย เก้าอี้พัง จนต้องเอาขึ้นมาพาดที่พนักวางแขนอีกครั้ง

            รถไฟวิ่งมาถึงสถานีดอนสีนนท์ และ พานทอง รถจะจอดนานมากๆ ร่วมครึ่งชั่วโมง เพราะรอขบวนรถสินค้าที่จะวิ่งสวนมา เป็นรถไฟบรรทุกน้ำมันขบวนยาว เพราะบางช่วงที่มีรางรถไฟรางเดียว แต่บริเวณที่สถานีรถไฟจะทำไว้หลายราง ก็ต้องจอดรอให้รถสวนผ่านไปก่อน จึงจะวิ่งต่อไปได้ จอดอยู่3 ครั้ง แล้ววิ่งไปเรื่อยๆเวลา 17.05 น. ก็มาถึงสถานีฉะเชิงเทรา

            มาถึงแปดริ้ว ทีนี้มีผู้โดยสารขึ้นมาเยอะมากๆ มีสองสาวทำงานออฟพิศเิดินขึ้นมานั่งข้างๆ และเก้าอี้ตรงข้ามนายบอน  หน้าตาน่ารักทีเดียว แต่งหน้าได้ดูดี ได้ยินแต่เม้าท์เรื่องหนุ่มที่คุณเธอแอบปิ๊ง เงินเดือนเท่าไหร่ นามสกุลเป็นถึงหม่อมเ้จ้าเชียวนะ แหม ชอบหนุ่มไฮโซซะด้วย พอถึงสถานีเปรง ทั้งสองสาวก็ลงจากรถไป



            รถแล่นผ่านอีกหลายสถานี มาจนถึง สถานีหัวตะเข้ ชาน กทม.แล้ว มีนักศึกษาพระจอมเกล้าขึ้นมาบนรถเต็ม คงช่วงเลิกเรียนพอดี บรรยากาศคึกคักขึ้นมาทันที กลิ่นอายบรรยากาศการรับน้องใหม่ก็อยู่บนรถไฟขบวนนี้ทันที มีนักศึกษา 3 คน ชาย 2 หญิงหนึ่ง มานั่งเบาะข้างนายบอน หญิงหนึ่งเป็นรุ่นพี่ ออกเสียงเข้มปราม2 หนุ่มรุ่นน้อง แล้วก็มีอีกหนึ่งหนุ่ม ยื่นดอกไม้ให้ รุ่นพี่สาวปีสอง  ถามเสียงเข้ม "ใครบอกให้เอาดอกไม้มาให้ ใคร... บอกมา"

            ฝ่ายรุ่นน้องปี 1 ก็ยิ้มเขินๆ  รุ่นพี่หญิงถามต่อ เอามาจากไหน คาดคั้นพักหนึ่ง รุ่นน้องปีหนึ่งก็บอกว่า หักมาจากหน้าห้องน้ำชาย แต่ไม่ได้เยี่ยวใส่นะ แหม ยิงมุขกันตลอด แล้วรุ่นพี่สาวปี 2 ก็คิดมุกใหม่ บอกให้ได้น้องคนนี้ ถือดอกไม้ช่อน้อย บอกให้เดินไปมุมด้านโน้น ที่มีสาวๆ คณะเดียวกันนั่งอยู่ บอก ให้ไปคุกเข่าขอความรักกับพี่คนนั้นเร็ว..เร็วๆซี่ รุ่นน้องคนนั้นก็เิดินเขินๆ ไปบอกรุ่นพี่ปี 2 ที่นั่งอยู่มุมโน้น แล้วก็คุกเข่ายื่นดอกไม้ ตามที่ทางนี้สั่งไป คนทางนี้มองแล้ว ก็หัวเราะชอบใจ

            บรรยากาศคึกคัก สักพัก รุ่นน้องชายก็เดินไปคุยกับเพื่อนหลายคนที่ยืนอยู่ตรงประตู รุ่นพี่สาวปี 2 ที่นั่งอยู่คนเดียว เก้าอี้ฝั่งตรงหน้านายบอน ก็หยิบหูฟังมาฟังเพลงเพลินๆ ไม่สนใจอะไร แอบมองแว๊บ แหม ย้อมผมแดง บุคลิกซ่าได้ใจ พอรถวิ่งถึงสถานีมักกะสัน คุณเธอและน้องๆนักศึกษาก็ลงจากรถไฟ

            รถไฟจอดหยุดตามสถานีต่างๆ มาถึงหัวลำโพง 18.50 น. นั่งนานๆก็เหนื่อยเ้หมือนกัน ช่วงเวลารถติด นั่งรถเมล์ออกไป เจอรถติด นั่งนานอีก เลยไปรถไฟฟ้าใต้ดินซะเลย สถานีต้นทางก็อยู่ที่หัวลำโพงนี่แหละ เดินเข้าสถานีไปซื้อตั๋วไปลงจตุจักร 40 บาท



            ขึ้นรถไฟใต้ดิน ก็เจอผู้คนอีกบรรยากาศหนึ่ง คราวนี้เป็นหนุ่มสาว ออฟฟิศชาวกรุง มีนักศึกษาบ้าง แต่ชาวออฟฟิศเป็นส่วนมาก ขึ้นมาบนรถ แต่ละคนมี บีบี ipad, iphone ถือติดมือกันเพียบ แต่ละคนแต่งตัวกันเข้มทั้งนั้น ตามสไตล์ชาว กทม. มีสาวหนึ่งมายืนข้างๆนายบอน เพราะที่นั่งเต็ม แหม แต่งหน้าสวยทีเดียว แอบมองจนเพลิน เมื่อจอดหนึ่งสถานี มีคนออก มีที่ว่าง เธอขยับไปตรงที่ว่าง ระดับแสงที่ส่องกระทบคงจะเปลี่ยนไป มองอีกที ทำไมเครื่องสำอาง ดูสีมันไม่เข้ากับสีผิวซะงั้น ตอนยืนใกล้ๆยังดูน่ารักอยู่เลย พอเปลี่ยนมุมยืน ไหงดูแต่งหน้า สีไม่ลงตัว ไม่สมดุลอย่างนั้น เดี๋ยวดูน่ารัก เดี๋ยวดูเฉยๆ เลยไปมองคนอื่นๆ แหม มีน่ารักหลายๆคน

            ผ่านหลายสถานี มีคนเข้าๆออก เห็นสาวที่แต่งตัวเปรี้ยวๆหลายคน มีทั้งที่แต่งตัวเข้าท่า แต่ใบหน้าไม่ให้ บางคนก็ดีทุกส่วน ดูผู้คนจนเพลิน แป๊บเดียว ก็มาถึงสถานีจตุจักร ที่ว่าแป๊บ เพราะรถแล่นไปเรื่อยๆ รถไม่ได้ติดเหมือนบนถนน เลยมาถึงไว แต่ดูนาฬิกา จากหัวลำโพงมานี่ก็เกือบครึ่งชั่วโมงเข้าไปแล้ว  .แต่ถ้านั่งรถมาบนถนน คงใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมง

            ถึงจตุจักร ก็ขึ้นรถเมล์สาย 138 มาลงหมอชิต ผู้คนบนรถคนละแนวกับรถไฟใต้ดินเลย เพราะเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ นั่งรถเมล์ตามฐานะ รถวิ่งแป๊บนึง ก็ถึงหมอชิต 2 แ้ล้ว 2 ทุ่มพอดี ไปถามซื้อตั๋วกลับกาฬสินธุ์ ได้รถเที่ยวสุดท้ายพอดี 21.30.น. ถึงบ้านตี 5 ครึ่ง แ้ล้วก็ไปหาทางข้าว แต่ก็ไม่มีที่นั่ง เพราะคนที่รอขึ้นรถ ก็มาจับจองที่นั่งตรงที่กินข้าว นั่งเต็มกันหมด เลยไปหาขนมกิน กินตรงไหนก็ได้ แล้วเิดินไปที่ชานชลารอขึ้นรถ

            แต่เดิม ช่องรอขึ้นรถ 99 สายอีสานจะเป็นช่อง 4 ก/1, 5 ก/1 แต่เดือน มิ.ย.เปลี่ยนใหม่ เป็นช่อง 87-88-89-90 ให้เป็นตัวเลขอย่างเดียว เคยขึ้นที่ช่อง 4 ก1 ก็เปลี่ยนเป็นช่อง 87 ที่จริงก็ที่เดิม แค่เปลี่ยนตัวเลขช่องให้เรียกง่ายเท่านั้น ไม่มี ก ข ต่อท้าย  เรียกแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ



            รถที่นั่งกลับกาฬสินธุ์เป็นรถกาฬสินธุ์-สมเด็จ-ห้วยผึ้ง 30-370 รถคันที่คุ้นเคย นั่งประจำจากกาฬสินธุ์ มีคนขับที่อารมณ์ดี ขี้เล่นเฮฮา ชอบแซวผู้โดยสารสาวๆ แต่สุภาพมากๆ ดูแลผู้โดยสารดี พอรถมาเทียบท่า หลังจากเที่ยว 21.00 น. ออกจากท่าไปแล้ว คนขับอารมณ์ดีก็จะจัดให้ผู้โดยสารนั่ง หญิงกับหญิง ชายกับชาย จัดให้ใหม่เลย เพราะเคยมีผู้ชาย นั่งกับผู้หญิงแล้วอึดอัด บางคนไม่พอใจ บางคนเกร็ง เลยจับให้เพศเดียวกันนั่งด้วยกันเลย คราวนี้ก้ได้จัดอีก เมื่อผู้โดยสารชายที่นั่งหลัง ไม่พอใจที่นั่งติดกับผู้หญิงคนหนึ่ง คนขับเลยขอให้ผู้โดยสารชายตัวเล็กๆที่นั่งเบาะด้านหน้า ลุกไปนั่งคั่นกลางระหว่าง 2 คนนั้น

            ออกจาก หมอชิต 21.30 น. มาถึงสีคิ้ว ร้านอาหาร 199 จุดพักรถของ บขส. ตอน 0.20 น. ตั้งแต่ออกจากหมอชิตมา หลับตลอด เพราะเพลียๆ รถจอดก็ลงมาเข้าห้องน้ำ มาเจอสาวชุดดำ ผมยาว โห...หน้าตาดี แถมตอนขึ้นรถก็นั่งเบาะฝั่งตรงข้ามซะด้วย  แต่ก็ได้แค่ดู พอรถออกก็ปิดไฟมืด เลยหลับต่อ มาถึงมหาสารคาม 2 สาวก็ลงจากรถไป มาถึงกาฬสินธุ์ตอน 5.30 น.
   

หนามตำใจ 5 - ปฏิบัติการกำจัดเมียหลวง

            โดยปกติแล้วเมื่อเมียหลวงจับได้่ว่า สามีไปมีเมียน้อย เหตุการณ์ที่ตามมาคือ เมียหลวงมักจะกดดัน หรือแสดงอิทธิฤทธิ์ให้่สามีเลิกกับเมียน้อยให้ได้  แต่สำหรับกรณี หนามตำใจในเรื่องนี้ สถานการณ์กลับตาลปัตร เมื่อ สามีเลืิอกเมียน้อย แล้วตัดสินใจทิ้งเมียหลวง ถึงขั้นจะหย่าร้าง ทั้งๆที่สร้างครอบครัว มีทายาทเป็นโซ่ทองคล้องใจถึง 2 คน แต่ สามียังตัดสินใจ เลือกเมียน้อย !!

            น่าสนใจว่า เมียหลวงพลาดตรงไหน ลูกทั้งสองไม่สามารถทำให้สามี เลือกครอบครัวได้เลยหรือ ทั้งๆที่ทั้งคู่พึ่งจะมีลูกคนที่่สองเมื่อไม่นานมานี้เอง ความรักความผูกพัน ไม่มีความหมายเพียงพอสำหรับสามีเลยหรือ

            แล้ว เมียหลวงพลาดตรงไหน ทำไมสามีถึงเลือกเมียน้อย ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้ซ้ำรอยกับใครอีก



            ก่อนแต่งงาน เมื่อทั้งคู่เริ่มคบหาดูใจ และคลิกตรงกันหลายอย่าง วันเวลาผ่านไป ฝ่ายหญิงยิ่งมั่นใจว่า ผู้ชายคนนี้คือคนที่ใช่ และตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกันนับแต่วันนั้น แต่เพื่อนฝูงที่รู้จัก ได้เตือนหลายครั้งว่า คิดดีแล้วหรือที่เลือกผู้ชายคนนี้  เพราะขึ้นชื่อเรื่องเจ้าชู้มากๆนะ

            แต่เธอก็มองโลกในแง่ดี จะเจ้าชู้ยังไง วันนึงก็คงรู้จักพอ และหยุดเอง อายุมากขึ้น คงจะไปเจ้าชู้กับใครไม่ไหว คนเจ้าชู้ถือว่าเป็นคนมีเสน่ห์ ถ้าแต่งงานมีครอบครัวกันแล้ว เขาคงจะมีความรับผิดชอบมากขึ้น ถึงตอนนั้น สาวคนไหนก็คงไม่สำคัญเท่ากับเมีย

            เธอคงจะใช้ความรัก ความจริงใจ ความเข้าใจมอบให้เขา และคงจะปราบความเ้จ้าชู้ของเขาได้



            หลังจากแต่งงานกันแล้ว สามีก็ยังติดเพื่อนเช่นเดิม เพื่อนสนิทในกลุ่มหลายคน ยังโสด จึงแวะเวียนมาพบปะสังสรรค์กับสามีได้เหมือนเดิม แต่ความเจ้าชู้ยังไม่ลดลง ในช่วงที่เมียหลวงนั่งทำงานอยู่ในบ้าน ที่หน้าบ้านที่สามีและเพื่อนๆนั่งสังสรรค์กันอยู่ ยังมีการส่งสายตาให้สาวๆที่ผ่านไปผ่านมาหน้าบ้าน ยังคุยเรื่องผู้หญิงเหมือนเดิม ซึ่งเมียหลวงก็ทำใจไว้แล้ว เรื่องความเจ้าชู้ จะให้เลิกได้ในทันทีก็คงยากเหมือนกัน แต่คิดว่า ต้องให้โอกาสเขาบ้าง คงจะค่อยๆเลิกได้เอง

            สามียังออกไปเที่ยว สังสรรค์กับเพื่อนเหมือนเิดิม และแล้ว เมียหลวงก็จับได้ ว่า สามี ไปเที่ยวผู้หญิง เธอต้องทนแล้วทนอีก แต่ถ้าจับได้คาหนังคาเขา มีหลักฐานจะจะ  เมียหลวงก็ โวยวาย ต้องเคลียร์ทันที สามีก็เลิกรากับผู้หญิงคนนั้น หลายคนไปเที่ยวแค่ชั่วคราว ผ่านแล้วก็ผ่านไป

            เมียหลวงจับเรื่องเจ้าชู้กับผู้หญิงของสามีได้ แบบจะจะ ถึง 5 ครั้ง แต่ละครั้งก็เจ็บปวดช้ำใจ ทนแล้วทนอีก ร้องไห้แล้วร้องไห้อีก  ขนาดมีลูกแล้ว ยังไม่เลิกเรื่องผู้หญิง จนในที่สุด เมียหลวงตัดสินใจ กลับไปอยู่บ้านแม่ เป็นคนละจังหวัดแต่เขตติดต่อกันกับจังหวัดที่สามีอยู่ หลายครั้งที่เธอขอหย่า แต่สามี ไม่พูดเรื่องนี้ด้วย ได้แต่นิ่ง แล้วทำหน้าที่มารับ-ส่งลูก เอาไปอยู่ด้วยช่วงหนึ่ง อีกช่วงเอามาส่งผู้เ็ป็นแม่ และรับผิดชอบการผ่อนรถให้

            เมื่อแยกบ้าน ทางสะดวก สามีก็ไปเที่ยวกับเพื่อนอย่างสบายใจ ไม่ต้องรีบกลับเข้าบ้านเหมือนช่วงที่เมียหลวงอยู่  จนได้มาเจอกับเมียน้อยคนนี้ และได้มาเข้ามาพักที่ห้องเช่า ที่อยู่ใกล้กับบ้านพักของสามี เป็นห้องเช่าของเพื่อนในกลุ่ม ให้เมียน้อยคนนี้ มาพักอยู่ที่นั่นเลย ทำให้สามีเจอเมียน้อยทุกวัน ไปไหนมาไหนกันได้ตลอดเวลา  จนดูเหมือน เมียน้อยเป็นเมียหลวงอยู่บ้านกับสามี

            แล้วเมียหลวงก็ได้เห็นภาพถ่ายบาดตาบาดใจ ของสามีที่อิงแอบแนบชิดกับเมียน้อย บางภาพพาเมียน้อยออกงานสังคม บาดหัวใจยิ่งนัก ยิ่งปรี๊ดสุดขีด ต้องมาเคลียร์หลายครั้ง ทั้งกับตัวสามี และเพื่อนๆของสามี ที่ปล่อยให้เิกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไง ฝ่ายสามี ได้แต่นิ่งเป็นหลัก ปล่อยให้เีมียหลวงโวยวายไป แล้วทุกอย่างก็จะผ่านไปเอง

            แต่เมียหลวงยิ่งมาโวยวายบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนสามีอึดอัดมากขึ้น  ภาพบาดตาบาดใจ ก็ออกมาเรื่อยๆ ทั้งๆที่เป็นภาพที่อยู่กัน สองต่อสองระหว่างสามีกับเมียน้อย ในห้องมิดชิด แล้วภาพก็โผล่ในเวบไซต์ส่วนตัว ทำให้เมียหลวงได้เห็นภาพเหล่านั้น เหมือนตั้งใจที่จะส่งมาให้เห็นเรื่อยๆ  เมื่อทำแบบนี้ เหมือนหยามกันชัดๆ ยิ่งเห็นยิ่งเจ็บปวด เมียหลวงเลยระบายความรู้สึกเจ็บปวด ผิดหวังในเวบไซต์ส่วนตัว เมื่อสามีรู้ ก็ไม่พอใจ บอกว่า ทำแบบนี้ไม่ไว้หน้าักันเลยนะ

            เมื่อสามีเจอเมียน้อย ทางนั้นก็เอาใจอย่างดี หันมาทางเมียหลวง ทางนี้ก็เอาแต่โวยวาย ผิดหวัง แบบนี้สามีอยู่กับเมียน้อย สบายใจกว่า

            ดูเหมือนฝ่ายสามีได้เปรียบหลายอย่าง ลูกก็เรียนอยู่ในโรงเรียนในเขตจังหวัดที่สามีทำงานอยู่ เมียหลวงก็อยู่บ้านแม่ แต่ก็เหมือนไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว สามียังมีความรับผิดชอบ ช่วยผ่อนค่ารถ และค่าใช้จ่ายบางส่วนให้บ้าง

            วันเวลาผ่านไป เมียหลวงยิ่งช้ำใจ ร้องไห้ เพราะภาพบาดตาบาดใจ และเรื่องราวของสามีกับเมียน้อยที่รับรู้มา ทำให้ช้ำใจมากขึ้น เมื่อถูกทำร้ายจิตใจ เมื่อระบายความรู้สึกในเวบไซต์ส่วนตัว คุณสามีก็ไม่พอใจที่ไมยอม่เข้าใจเขาและเมียน้อย เอ้า เมื่ออยากหย่านัก ก็จะหย่าให้



            เมียน้อยคนนี้ สามารถกำจัดเมียหลวงออกจากสามีได้หรือนี่

            เรื่องราวหนามตำใจนี้ เ็ป็นบันทึกเหมือนการรายงานสถานการณ์ีชีวิตที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ เมื่อถึงที่สุดแล้ว ใครจะเป็นฝ่ายชนะ ใครจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ใครจะพอใจไม่พอใจ ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า เรื่องราวจะจบลงแบบไหน แต่มีคนเอาใจช่วยเมียหลวงให้ชนะ แต่จะชนะเมื่อไหร่ แบบไหน ยังไง ยังไม่รู้

            สิ่งที่จะเกิดขึ้น แล้วแต่การตัดสินใจของเมียหลวง ซึ่งอาจจะชนะ ได้ในสิ่งที่คิด และวางแผนไ้ว้ หรือยังไม่เป็นไปอย่างที่คิด ก็ต้องดูกันต่อไป

            หนามตำใจ ยิ่งปักลึก ยิ่งเอาออกยากจริงๆ

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รายการจันทร์พันดาวโจ๊ะพรึมพรึม กำัลังใจคนทุกข์ส่งถึงคนยาก



            รายการทีวีมีการแข่งขันกันสูง หลายรายการต้องใช้ดารานักร้องเป็นจุดขาย รายการประกวดร้องเพลงเป็นรายการที่ขายได้ และมีในฟรีทีวีหลายช่อง เพราะหลายคนแสวงหาโอกาสของชีวิตจากรายการแบบนี้


            มีอยู่รายการหนึ่งที่รูปแบบรายการต่างจากรายการประกวดร้องเพลงอื่นๆ นั่นคือ รายการ จันทร์พันดาว โจ๊ะพรึมพรึม เป็นรายการของคนสู้ชีวิต คนทุกข์ยากมาประกวดร้องเพลงกัน เป็นคนระดับรากหญ้าชาวบ้านธรรมดาๆ มีชีวิตทุกข์ยากลำบาก เป็นหนี้ สุขภาพไม่ดี ฯลฯ มีการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของผู้เข้าแข่งขัน ตัดมาเป็นสกู๊ปเปิิดในรายการ และมีการพูดคุยในรายการ ก่อนประกวดร้องเพลงที่เลือกมา ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตรงกับชีวิตจริง หรือเป็นเพลงที่คนในครอบครัวชอบ ซึ่งเป็นเพลงลูกทุ่ง


            มีพิธีกร 4 คนคือ ซี ศิวัฒน์, เอกชัย ศรีวิชัย, อาภาพร นครสวรรค์ และยิ่งยง ยอดบัวงาม เป็นพิธีกรและกรรมการใ้ห้คำแนะนำผู้เข้าแข่งขันที่เข้าประกวด ซึ่งไม่จำกัด อายุ เพศ วัยจึงได้เห็นคนอายุ 60 กว่าปี มาร้องเพลงในเวทีเดียวกับกับวัยรุ่นอายุ 20 ปีกว่าๆ








                นี่คือวิัดีโอตัวอย่างรายการเมื่อ 6 มิ.ย.2554 ช่วงแรกมีศิลปิีนมาร้องเพลงเปิดรายการ และส่งเข้าสู่ช่วงที่ 2 ผู้เข้าแข่งขัน คือ แม่หัวใจสู้ ต้องผ่าตัดนิ่วออก สุขภาพไม่ดี ลูกสาวเลยสละไตให้ 1 ข้างจนสุขภาพของลูกสาวแย่ลง แม่จึงมาร้องเพลง กรรมกรสอนลูก ฟังแล้วขนลุก ร้องออกมาจากใจและชีวิตจริงอีกคนคือ นางรำรักเรียน หาเงินส่งเสียตัวเองเรียนตั้งแต่อายุ 12 ปีจนปัจจุบัน อายุ 20 ปี มาร้องเพลงตะวันลับฟ้า





            ต่างคนต่างทุกข์ยากลำบาก และสู้ชีวิต น่าประทับใจทั้งนั้น ร้องเพลงเสร็จ ก็ให้คนในห้องส่งโหวตว่า ชอบใคร จะได้เงิน 10,000 บาท แล้วจะให้โหวตทาง SMS รวมคะแนน หาผู้ชนะเข้าไปชิงในรอบเดือน ก่อนผ่านสู่รอบสุดท้ายไปชิงเงินรางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท


            รายการนี้มีทุกคืนวันจันทร์ 23.00-24.00 น. ทางช่อง 7 สี ได้ดูครั้งแรกบนรถทัวร์99 จาก กทม-กาฬสินธุ์ ที่เปิดให้ดูบนรถผู้โดยสารดูไป หัวเราะไป บางทีก็ซึ้งกับความสู้ชีวิต เลยติดตามดูมาตั้งแต่ตอนนั้น


            ดูแล้วได้กำลังใจ เห็นคนที่ลำบากแทบตาย แต่ยังต่อสู้ชีวิต ไขว่คว้าหาโอกาสมาออกรายการ เป็นการส่งกำลังใจจากคนทุกข์ สู่คนยาก อย่างที่เอกชัย ศรีวิชัยพูดไว้


            อาจเป็นเพราะ ได้พบเห็นชีวิตของผู้คนที่ลำบาก พอดูรายการนี้จึงชอบดู เหมือนหลายคนที่ชอบดูรายการนี้ รายการที่ไม่ต้องขายดารา แต่เอาคนธรรมดานี่แหละ มาเป็นกำลังใจให้ทุกคน แม้จะเปิดโอกาสให้ครั้งละ 2 คนต่อเทปแต่ก็ดีกว่า ไม่มีเวทีแบบนี้ให้เลย


            บริษัทเจเอสแอล ผลิตรายการแนวนี้ได้ดี  ตั้งแต่รายการเจาะใจ จนมาถึงบริษัทในเครืออย่าง ทีวีบูรพา ที่มีรายการดีๆมากมาย






            นี่คือ ตัวอย่างรายการจันทร์พันดาว โจ๊ะพรึมพรึม ในวันจันทร์ที่ 13 มิ.ย.2554 มีชีวิตของแม่ลูก สู้ชีวิตในความทุกข์ยาก และพ่อที่มีลูกเ้ป็นดาวน์ซินโดรมแต่ไม่เสียใจที่มีลูกอยู่ในสภาพแบบนี้ ทั้งสองคนยังรักและต่างจะดูแลลูกของตนตลอดเวลาและตลอดไป


            ในความทุกข์ยากลำบาก แต่เป็นสิ่งที่ยืนยันความรัก ความห่วงใยได้เป็นอย่างดี น่าเสียดายที่หลายครอบครัวที่สุขสบาย มีพร้อมทุกอย่าง แต่ไม่ค่อยรักกัน ดูแลกันแบบคนทุกข์ยาก


            นั่งดูรายการนี้แล้วได้อะไรหลายอย่าง ทั้งซาบซึ้ง น้ำตาซึมและเกิดรอยยิ้ม ความประทับใจในยามดึก รายการดีๆที่ครองใจผู้ชมในยามดึก


            แต่คนในเมือง คนที่ชอบดูแต่เรื่องดารานักร้อง คงไม่ชอบรายการแบบนี้ คงชอบสิ่งที่เป็นมายา ให้ความบันเทิงแบบฉาบฉวย อันนี้ก็แล้วแต่รสนิยม  แต่ขอพื้นที่ให้คนทุกข์ยากในเมืองไทยได้ โจ๊ะ พรึมพรึมกับชีวิตความเป็นจริงกันบ้าง...