แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Journal writing journey แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Journal writing journey แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บันทึกการเดินทางกับรถ บขส.99 ค่ำคืน ๕ สค เช้า ๖ ส.ค.๒๕๕๔ กาฬสินธุ์-กทม-จันทบุรี

          เมื่อต้องเดินทางไกลอีกครั้งในวันศุกร์ ที่จะต้องตัดสินใจรีบไำป เพราะภาระหลายอย่างที่รอเวลาในสัปดาห์ก่อนวันแม่ ทำให้ยากที่จะตัดสินใจวางแผนล่วงหน้ากับหลายสิ่งหลายอย่าง งั้นตัดสินใจกับภาระกิจใกล้ๆซะก่อน คืนวันที่ ๕ ส.ค ตัดสินใจเดินทางเข้า กทม. ทันที ออกมาซื้อตั๋วที่ บขส.กาฬสินธุ์ หารถเที่ยว ๒๐.๒๐ น. พี่คนขายตั๋วกดดูคอมพิวเตอร์ ที่นั่งเที่ยวสองทุ่มเกือบเต็ม เลยบอกว่าจะขายตั๋วรถเที่ยว ๒๑.๒๐ น.ให้ดีกว่า เป็นรถสองชั้นจากสกลนคร คงจะนั่งสบายกว่า อาจจะคุ้นหน้านายบอนที่มาซื้อตั๋วบ่อยๆ เลยอยากให้นั่งสบายๆ


photo






          ตั๋วที่ขายให้่เป็นรถที่ไม่มีหมายเลขที่นั่ง ถ้ารถมาถึง อยากจะนั่งที่ไหนก็นั่งได้เลย เป็นรถสองชั้น นั่งสบาย เพราะกว้างกว่ารถชั้นเดียวอยู่แล้ว เอาละ ยังไงก็ได้ เพราะเวลาที่นั่งรถไกลๆหลายชั่วโมง บางคันทำเอานายบอนปวดหลัง ปวดกระดูกเหมือนกัน แต่มักจะไม่แสดงอาการให้ใครสังเกตเห็น แต่เวลานั่งรถจะปวดทรมานจนนอนไม่หลับ ถ้าไ้ด้นั่งรถที่มีที่กว้าง ก็จะนั่งสบาย แต่ข้อจำกัดของการเดินทางบ่อย กับงบประมาณที่จะต้องคิดให้รอบคอบ ถ้าจ่ายเพลิน เงินหมดกระเป๋าได้ง่ายๆ เ่ช่นกัน


         มารอรถที่ บขส.กาฬสินธุ์ตอน ๒๑.๐๐ น. พอดีมีรถ ม.๔.ค. กรุงเทพ-นครพนม วิ่งเข้ามาก่อน คนขายตั๋วมาเช็ครถ แล้วหันมาถามว่าใครจะไำปเที่ยวนี้บ้างขึ้นรถได้เลย นายบอนรีบไปทันที ไม่้รอรถสกลนครหรอก คันไหนไปได้ไปทันที และที่น่าสนใจคือ ชั้นล่าง เห็นเบาะว่าง อยากนั่งสบายๆที่ชั้นล่างบ้าง รถสองชั้นเคยนั่งแต่ชั้นบน เลยรีบขึ้นรถทันที




photo






photo




        สภาพรถใหม่ กว้างจริงไ ขึ้นไปนั่ง เหยียดขาได้สุดๆ เพราะนั่งเบาะแถวที่ ๓ จะมีช่องว่างระหว่างเบาะที่ ๒ กว้างหน่อย รถใหม่เบาะนุ่มนั่งสบายมากๆ


photo






photo




          สัมผัสความใหม่ของรถใหม่ และที่นั่งก็ใกล้ประตูทางลงรถพอดี ออกจาก บขส.กาฬสินธุ์ตอน ๒๑.๑๐ น. มาถึงหน้าโรงพยาบาลมหาสารคาม ๒๒.๐๐ น.พอดี รถจากนครพนม จะจอดส่งผู้โดยสา่รที่ลงตามจุดต่างๆ เช่นที่หน้าบิ๊กซี สารคาม, หน้าโรงพยาบาลมหาสารคาม  ที่บ้านไผ่ ทำให้มีเบาะว่างเรื่อยๆ


         คืนวันศุกร์ รถวิ่งสวนกับรถทัวร์ VIP หลายคัน ที่วิ่งออกจากกาฬสินธุ์ มองดูเห็นเด็กมมัธยม ขึ้นรถร้องเพลงคาราโอเกะ เต้นกันสนุกสนาน ไม่รู้เหมือนกันว่า พากันไำปทัผศนศึกษาที่ไหนกัน แต่ขบวนรถหลายคันมากๆ


        รถมาจอดตอน ๖ ทุ่มที่ร้่านวุฒิภาพโภชนา+ อ.สีดา ให้พักรับประทานอาหาร ดูเหมือนว่า รถที่วิ่งสายไกล จะจอดที่วุฒิภาพ แต่รถสายใกล้เข้ามาหน่อย เช่นรถจากกาฬสินธ์จะแวะจอดที่ร้านอาหาร ๑๙๙ อ.สิคิ้ว  แต่นายบอนชอบบรรยากาศร้านวุฒิภาพมากกว่า ดูกว้างกว่า รถจอด ๓๐ นาที ก็ออกเดิืนทางต่อไป


         ออกมาได้สักพัก ก็เจออุบัติเหตุข้างทาง ตอน ๑.๑๘. น. เป็นรถบรรทุกขนกล้าไม้ ผลผลิตเกษตรจอดอยู่ กล้าำไม้หล่นเทอยู่ริมถนน แอล้วรถก็วิ่งผ่านบริเวณนั้น เข้า บขส.โคราชราวตี ๒ มีผู้โดยสารส่วนหนึ่งลงตจากรถ


         เกือบตี ๔ รถมาถึง บขส.สระบุรี นายบอนหลับไปงีบใหญ่ นอนเหยียดขาสบายจริงๆ มาตื่นอีกที ตี ๕.๑๐ นาที รถมาถึงฟิวเจอร์พาร์ครังสิต แล้ววิ่งเข้า หมอชิตใหม่ รถติดตอนขาเข้าพอสมควร เลยลงจากรถตอน ๕.๕๐ น.

          เดินลงมาจะไปหาเข้าห้องน้ำ ผ่านจุดที่มีคนไปแจ้งว่า ถูกล้วงกระเป๋า  นายบอนเลยต้องเอามือกุมกระเป๋าเงินไำว้ตลอด ถ้าถูกล้วงไป ก็หมดตัวเหมือนกัน มีเงินไม่กี่ร้อยบาทเอง  มาเข้าห้องน้ำที่ชั้น ๑ บริเวณขายตั๋วสายเหนือ เข้าห้องน้ำจะปลดทุกข์ยามเช้าซะหน่อย พี่คนหนึ่งก็หน้าตื่น มองห้องน้ำที่เปิดอยู่ว่า กระเป๋าเงินของเขาหายไป มีใครเห็นคนที่เข้าห้องน้ำต่อจากเขาบ้าง นี่ เขาวางกระเป๋าไำว้จุดนี้ มีเงินอยู่พันกว่าบาท โอยๆๆๆๆ


         วางกระเป๋าแล้วลืมไว้ ไม่มีตังค์ติดตัวสักบาท ก็น่าสงสารเหมือนกัน โชคร้ายแต่เช้าเลย หลายคนที่รอเข้าห้องน้ำ เลยไำม่มีใครกล้าเข้าห้องนั้น ใครจะัขี้ออกล่ะ พี่แกกำลังทุกข์ มายืนมองจุดที่ลืมกระเป๋าตังค์ไว้ แล้วตอนนี้ก็หายไปแล้ว เลยต้องไปเข้าห้องน้ำอีกฝั่ง เจอแต่คนโชคร้ายตั้งแต่เช้าวันเสาร์เลยเนาะ


        ปลดทุกข์ ล้่างหน้า แปรงฟันเสร็จ ออกมาซื้อตั๋วไปจันทบุรี รถ บขส.ป.๑ ติดป้ายไว้ว่า เที่ยว ๖.๒๐น.


photo


       ดูในตั๋ว รถออกตอน ๖.๓๐ น. เดินไปที่ชานชลา ๑๐๘ เจอรถติดป้่าย กรุงเทพ อรัญประเทศจอดอยู่ รอสักพัก คนขายตั๋วก็เอาป้ายจันทบุรีมาแปะไว้หน้ากระจกรถ อือม งั้นไปคันนี้ละกัน รถใหม่มาก อย่างหรูเลย


        รถออกจริงๆ ๖.๔๐ น. นั่งสบายสมกับรถ ป.๑ จริงๆ ขึ้นทางด่วนออกจาก กทม. นายบอนหลับไปงีบหนึ่ง มาเติมแก๊ส NGV ที่ปั้มบ้านบึงตอน ๘.๐๐ น.


photo

          นั่งหลับๆตื่นๆ มาถึง อ.แกลง จ.ระยอง ๙.๓๕ น. นั่งรถมายามเช้า บรรยากาศแปลกๆดี ปกติจะมารถโคราช จันทบุรี มาช่วงถึงค่ำๆ ครั้งนี้มาถึงช่วงสายๆ ได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง รถมาถึง บขส.จันทบุรีึ ๑๐.๑๕ น. ถึงเวลาสำหรับภารกิจแรกของสัปดาห์ที่สองของเดือนสิงหาคมแล้วล่้ะ

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บันทึกการเดินทางรถไฟ-รถทัวร์ จากบ้านห้วยขวาง-บางละมุงถึงกาฬสินธุ์ 1 มิย.2554

           31 พ.ค.2554  หลังจากเสร็จจากงาน หนึ่งคนยืนหยัด หนึ่งศตวรรษเสม พริ้งพวงแก้ว ที่จุฬาแล้ว คุณไก่ แมลงสาบ นำทีมงานไปกินข้าวเย็นที่ร้านไก่ย่าง โคราชแถวดอนเมือง ออกจาก กทม.กลับมาถึงบ้านห้วยขวาง - พัทยา ถึง 6 ทุ่มพอดี พี่ต่อ เข้านอนแล้ว

            พี่ต่อตื่นขึ้นมาแล้วไปหยิบถุงนอนมาปูพื้นให้นอน แล้วบอกว่า ช่วงนี้ งดเหล้า เบียร์ตั้งแ่ต่วันวิสาขบูชามาแล้ว กินข้าววันละ 1 มื้อ ก่อนเที่ยง กำลังตั้งใจปฏิบัติธรรม แล้วล้มตัวลงนอน  ช่วงเช้าตื่นขึ้นมา พบกับผนังห้องของห้องจัดรายการสถานีวิทยุบ้านห้วยขวาง ทาสีใหม่ เนื่้่องจากทีมงานสยามตามรอยพ่อ จะเดินทางมาบันทึกเทปที่ีนี่วันที่ 2 มิ.ย. เลยถือโอกาสปรับปรุงใหม่ ก่อนที่จะมาทำสกู๊ปน้องโลมา ซึ่งจัดรายการเรารักพระเ้จ้าอยู่หัว ช่วงสายๆ คุณพ่อคุณแม่ของน้องโลมา ก็แวะมาที่ห้อง เอาเครื่องดูดฝุ่นมาด้วย ช่วงก่อนเที่ยง นายบอนก็ให้คุณซัน คุณไก่ เซฟไฟล์งานต่างๆ เพื่อเอาไปเผยแพร่ในเวบ ก่อนที่จะเดินทางกลับด้วยรถไฟ เ้ที่ยว 14.00 น. ที่สถานีรถไฟบ้านห้วยขวาง

            คุณไำก่ และคุณซัน ขับรถมาส่งเช่นเคย ช่วงนี้ยังเป็นรถไฟฟรีอยู่ ซึ่งวิ่งมาจากสถานีบ้านพลูตาหลวง - เขาชีจรรย์ - สวนนงนุช - บ้านห้วยขวาง หลังจากขับรถมาส่งแล้ว คุณไก่ก็รีบกลับ เพราะให้หลานชายมาลงโปรแกรมฆ่าไวรัส และโปรแกรมสำัคัญๆอื่นๆ ทิ้งร้านให้หลานเฝ้าเลยรีบกลับ



            ระหว่างรอรถไฟ ก็เดินไปรับตั๋วรถไฟฟรี บอก ไป กทม. พนักงานก็ปริ๊นตั๋วส่งให้ ใกล้เวลารถไฟจะมา เ้จ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินมาเห็นคุณลุงคนหนึ่งนั่งข้างๆถุงปุ๋ย เลยถามว่าคุณลุงได้ตั๋วหรือยัง เมื่อยังไม่ได้ เจ้าหน้าที่เลยปริ๊นตั๋วเอาไปส่งให้ถึงมือ คุณลุงจะลงชลบุรี มาที่นี่มาเก็บยาสมุนไพร



           
            รถไฟมาถึงสถานีตอน 14.03 น. ผู้โดยสารที่บ้านห้วยขวาง 4 คนขึ้นบนรถ รถแล่นผ่านสถานีพัทยา- บางละุมุง-ศรีราชา-ชลบุรี ผู้โดยสารตามสถานีที่แวะจอด มีไม่เยอะ ที่นั่งเลยดูโล่ง ว่างไปหมด นั่งเหยียดขาได้สบายๆ ดูเงียบเหงาไปนิด แ่ต่ก็ไม่เงียบเสียทีเดียว เพราะที่นั่งหล้งนายบอน ที่พนักที่นั่งหลังติดกัน มี 2สาวเรียนนิเทศนั่งอยู่ ที่รู้เพราะคุณป้าที่นั่งแถวตรงข้าม ถามไถ่และชวนคุณ เธออุ้มแมวน้อยน่ารักมาด้วย คงเอาแมวไปที่หอพักด้วย นั่งไปสักพัก มีเสียงโครม เพราะเบาะเก้าอี้ไม้ หล่นจากที่วางพนัง

            "อุ้ย...แม่"



            พอหันไปมอง พนักเก้าอี้หลุดลง ที่นั่งด้านหนึ่งลงพื้น อีกด้านยังคากับที่วางแขน ป้าเลยถามด้วยความเป็นห่วงว่า เป็นอะไรมั้ย ถลอกรึเปล่า โทรศัพท์ตก ยังใช้ได้มั้ย  นายบอนเลยหันไปมอง โห สองสาวย้อมผมแดง มาแนวญี่ปุ่น น่ารักดี แ่ต่ซวยนิดหน่อย เก้าอี้พัง จนต้องเอาขึ้นมาพาดที่พนักวางแขนอีกครั้ง

            รถไฟวิ่งมาถึงสถานีดอนสีนนท์ และ พานทอง รถจะจอดนานมากๆ ร่วมครึ่งชั่วโมง เพราะรอขบวนรถสินค้าที่จะวิ่งสวนมา เป็นรถไฟบรรทุกน้ำมันขบวนยาว เพราะบางช่วงที่มีรางรถไฟรางเดียว แต่บริเวณที่สถานีรถไฟจะทำไว้หลายราง ก็ต้องจอดรอให้รถสวนผ่านไปก่อน จึงจะวิ่งต่อไปได้ จอดอยู่3 ครั้ง แล้ววิ่งไปเรื่อยๆเวลา 17.05 น. ก็มาถึงสถานีฉะเชิงเทรา

            มาถึงแปดริ้ว ทีนี้มีผู้โดยสารขึ้นมาเยอะมากๆ มีสองสาวทำงานออฟพิศเิดินขึ้นมานั่งข้างๆ และเก้าอี้ตรงข้ามนายบอน  หน้าตาน่ารักทีเดียว แต่งหน้าได้ดูดี ได้ยินแต่เม้าท์เรื่องหนุ่มที่คุณเธอแอบปิ๊ง เงินเดือนเท่าไหร่ นามสกุลเป็นถึงหม่อมเ้จ้าเชียวนะ แหม ชอบหนุ่มไฮโซซะด้วย พอถึงสถานีเปรง ทั้งสองสาวก็ลงจากรถไป



            รถแล่นผ่านอีกหลายสถานี มาจนถึง สถานีหัวตะเข้ ชาน กทม.แล้ว มีนักศึกษาพระจอมเกล้าขึ้นมาบนรถเต็ม คงช่วงเลิกเรียนพอดี บรรยากาศคึกคักขึ้นมาทันที กลิ่นอายบรรยากาศการรับน้องใหม่ก็อยู่บนรถไฟขบวนนี้ทันที มีนักศึกษา 3 คน ชาย 2 หญิงหนึ่ง มานั่งเบาะข้างนายบอน หญิงหนึ่งเป็นรุ่นพี่ ออกเสียงเข้มปราม2 หนุ่มรุ่นน้อง แล้วก็มีอีกหนึ่งหนุ่ม ยื่นดอกไม้ให้ รุ่นพี่สาวปีสอง  ถามเสียงเข้ม "ใครบอกให้เอาดอกไม้มาให้ ใคร... บอกมา"

            ฝ่ายรุ่นน้องปี 1 ก็ยิ้มเขินๆ  รุ่นพี่หญิงถามต่อ เอามาจากไหน คาดคั้นพักหนึ่ง รุ่นน้องปีหนึ่งก็บอกว่า หักมาจากหน้าห้องน้ำชาย แต่ไม่ได้เยี่ยวใส่นะ แหม ยิงมุขกันตลอด แล้วรุ่นพี่สาวปี 2 ก็คิดมุกใหม่ บอกให้ได้น้องคนนี้ ถือดอกไม้ช่อน้อย บอกให้เดินไปมุมด้านโน้น ที่มีสาวๆ คณะเดียวกันนั่งอยู่ บอก ให้ไปคุกเข่าขอความรักกับพี่คนนั้นเร็ว..เร็วๆซี่ รุ่นน้องคนนั้นก็เิดินเขินๆ ไปบอกรุ่นพี่ปี 2 ที่นั่งอยู่มุมโน้น แล้วก็คุกเข่ายื่นดอกไม้ ตามที่ทางนี้สั่งไป คนทางนี้มองแล้ว ก็หัวเราะชอบใจ

            บรรยากาศคึกคัก สักพัก รุ่นน้องชายก็เดินไปคุยกับเพื่อนหลายคนที่ยืนอยู่ตรงประตู รุ่นพี่สาวปี 2 ที่นั่งอยู่คนเดียว เก้าอี้ฝั่งตรงหน้านายบอน ก็หยิบหูฟังมาฟังเพลงเพลินๆ ไม่สนใจอะไร แอบมองแว๊บ แหม ย้อมผมแดง บุคลิกซ่าได้ใจ พอรถวิ่งถึงสถานีมักกะสัน คุณเธอและน้องๆนักศึกษาก็ลงจากรถไฟ

            รถไฟจอดหยุดตามสถานีต่างๆ มาถึงหัวลำโพง 18.50 น. นั่งนานๆก็เหนื่อยเ้หมือนกัน ช่วงเวลารถติด นั่งรถเมล์ออกไป เจอรถติด นั่งนานอีก เลยไปรถไฟฟ้าใต้ดินซะเลย สถานีต้นทางก็อยู่ที่หัวลำโพงนี่แหละ เดินเข้าสถานีไปซื้อตั๋วไปลงจตุจักร 40 บาท



            ขึ้นรถไฟใต้ดิน ก็เจอผู้คนอีกบรรยากาศหนึ่ง คราวนี้เป็นหนุ่มสาว ออฟฟิศชาวกรุง มีนักศึกษาบ้าง แต่ชาวออฟฟิศเป็นส่วนมาก ขึ้นมาบนรถ แต่ละคนมี บีบี ipad, iphone ถือติดมือกันเพียบ แต่ละคนแต่งตัวกันเข้มทั้งนั้น ตามสไตล์ชาว กทม. มีสาวหนึ่งมายืนข้างๆนายบอน เพราะที่นั่งเต็ม แหม แต่งหน้าสวยทีเดียว แอบมองจนเพลิน เมื่อจอดหนึ่งสถานี มีคนออก มีที่ว่าง เธอขยับไปตรงที่ว่าง ระดับแสงที่ส่องกระทบคงจะเปลี่ยนไป มองอีกที ทำไมเครื่องสำอาง ดูสีมันไม่เข้ากับสีผิวซะงั้น ตอนยืนใกล้ๆยังดูน่ารักอยู่เลย พอเปลี่ยนมุมยืน ไหงดูแต่งหน้า สีไม่ลงตัว ไม่สมดุลอย่างนั้น เดี๋ยวดูน่ารัก เดี๋ยวดูเฉยๆ เลยไปมองคนอื่นๆ แหม มีน่ารักหลายๆคน

            ผ่านหลายสถานี มีคนเข้าๆออก เห็นสาวที่แต่งตัวเปรี้ยวๆหลายคน มีทั้งที่แต่งตัวเข้าท่า แต่ใบหน้าไม่ให้ บางคนก็ดีทุกส่วน ดูผู้คนจนเพลิน แป๊บเดียว ก็มาถึงสถานีจตุจักร ที่ว่าแป๊บ เพราะรถแล่นไปเรื่อยๆ รถไม่ได้ติดเหมือนบนถนน เลยมาถึงไว แต่ดูนาฬิกา จากหัวลำโพงมานี่ก็เกือบครึ่งชั่วโมงเข้าไปแล้ว  .แต่ถ้านั่งรถมาบนถนน คงใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมง

            ถึงจตุจักร ก็ขึ้นรถเมล์สาย 138 มาลงหมอชิต ผู้คนบนรถคนละแนวกับรถไฟใต้ดินเลย เพราะเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ นั่งรถเมล์ตามฐานะ รถวิ่งแป๊บนึง ก็ถึงหมอชิต 2 แ้ล้ว 2 ทุ่มพอดี ไปถามซื้อตั๋วกลับกาฬสินธุ์ ได้รถเที่ยวสุดท้ายพอดี 21.30.น. ถึงบ้านตี 5 ครึ่ง แ้ล้วก็ไปหาทางข้าว แต่ก็ไม่มีที่นั่ง เพราะคนที่รอขึ้นรถ ก็มาจับจองที่นั่งตรงที่กินข้าว นั่งเต็มกันหมด เลยไปหาขนมกิน กินตรงไหนก็ได้ แล้วเิดินไปที่ชานชลารอขึ้นรถ

            แต่เดิม ช่องรอขึ้นรถ 99 สายอีสานจะเป็นช่อง 4 ก/1, 5 ก/1 แต่เดือน มิ.ย.เปลี่ยนใหม่ เป็นช่อง 87-88-89-90 ให้เป็นตัวเลขอย่างเดียว เคยขึ้นที่ช่อง 4 ก1 ก็เปลี่ยนเป็นช่อง 87 ที่จริงก็ที่เดิม แค่เปลี่ยนตัวเลขช่องให้เรียกง่ายเท่านั้น ไม่มี ก ข ต่อท้าย  เรียกแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ



            รถที่นั่งกลับกาฬสินธุ์เป็นรถกาฬสินธุ์-สมเด็จ-ห้วยผึ้ง 30-370 รถคันที่คุ้นเคย นั่งประจำจากกาฬสินธุ์ มีคนขับที่อารมณ์ดี ขี้เล่นเฮฮา ชอบแซวผู้โดยสารสาวๆ แต่สุภาพมากๆ ดูแลผู้โดยสารดี พอรถมาเทียบท่า หลังจากเที่ยว 21.00 น. ออกจากท่าไปแล้ว คนขับอารมณ์ดีก็จะจัดให้ผู้โดยสารนั่ง หญิงกับหญิง ชายกับชาย จัดให้ใหม่เลย เพราะเคยมีผู้ชาย นั่งกับผู้หญิงแล้วอึดอัด บางคนไม่พอใจ บางคนเกร็ง เลยจับให้เพศเดียวกันนั่งด้วยกันเลย คราวนี้ก้ได้จัดอีก เมื่อผู้โดยสารชายที่นั่งหลัง ไม่พอใจที่นั่งติดกับผู้หญิงคนหนึ่ง คนขับเลยขอให้ผู้โดยสารชายตัวเล็กๆที่นั่งเบาะด้านหน้า ลุกไปนั่งคั่นกลางระหว่าง 2 คนนั้น

            ออกจาก หมอชิต 21.30 น. มาถึงสีคิ้ว ร้านอาหาร 199 จุดพักรถของ บขส. ตอน 0.20 น. ตั้งแต่ออกจากหมอชิตมา หลับตลอด เพราะเพลียๆ รถจอดก็ลงมาเข้าห้องน้ำ มาเจอสาวชุดดำ ผมยาว โห...หน้าตาดี แถมตอนขึ้นรถก็นั่งเบาะฝั่งตรงข้ามซะด้วย  แต่ก็ได้แค่ดู พอรถออกก็ปิดไฟมืด เลยหลับต่อ มาถึงมหาสารคาม 2 สาวก็ลงจากรถไป มาถึงกาฬสินธุ์ตอน 5.30 น.
   

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บันทึกการเดินทางไปงาน ๑ คนยืนหยัด ๑ ศตวรรษ เสม พริ้งพวงแก้ว

            30 พ.ค.2554 เดินทางเข้า กทม. เพื่อมาพักค้างคืนที่โรงแรมปริ๊น ชาลีนา 1 ที่ซอยมหาดไทย (ลาดพร้าว 122) 1 คืน ตอนเช้าก็ออกเดินทางฝ่ารถติดไปยังสถานที่จัดงาน ทีแรกคิดว่าจะมาถึงตอนเช้าตรู่วันที่ 31 พ.ค. แล้วเดินทางไปที่งานทันที แต่ดูแล้ว คงจะเหนื่อยมาก เลยมาค้างคืนกับ คณะของคุณไก่ แมลงสาบดีกว่า
          
            ช่วงกลางวัน 30 พ.ค.2554 คุณไก่ และคณะได้ไปดูสถานที่จัดงาน คือ หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีการเตรียมงาน จัดสถานที่ กลับจากดูสถานที่ก็มาที่โรงแรม เปิดห้องพักไว้

            อ.ณรงค์ ปรีดารัตน์ ทีมงานอีกคน ซึ่งอยู่ใน กทม. ออกเดินทางจาก โรงแรมรัตนโกสินทร์ ขนกระเป๋า ขึ้น Taxi ฝ่ารถติด จนมิเตอร์ขึ้นไป 600 กว่าบาท ถ้านั่งในรถช่วงที่รถติดแบบนี้ มิเตอร์คงจะขึ้นไปเรื่อยๆ เลยรีบจ่ายเงินแล้วลงจากรถ ต่อมอเตอร์ไซต์ ถือกระเป๋าหลายใบ เดินทางมาที่โรงแรมปริ้นฯทันที ซึ่งคุณไก่ แมลงสาบ เปิดห้องพัก 319 ให้ อ.ณรงค์ และนายบอนพักด้วยกัน พร้อมกับซื้อกับข้าวหลังจากไปกินอาหารมื้อเย็นกับ โอ๊ะ นวภาพ ซื้อมาฝากหลายถุง ตั้งแต่จิ้มขม ต้มเนื้อเปื่อย ข้าวเหนียว 3 ถุง เบียร์+ขนม ครบชุด

            นายบอนเดินทางมาถึงโรงแรมปริ๊น ชาลีนาช่วง 3 ทุ่ม โทรหาคุณไก่ แมลงสาบ บอกว่า กำลังเดินแถวหน้าราม ให้ขึ้นไปบนห้องพักได้เลย ที่ห้อง 319 อ.ณรงค์อยู่ที่นั่น แต่พอขึ้นไปเคาะห้อง ..เงียบ ..โทรหา อ.ณรงค์ ก็ไ่ม่รับสาย  เลยลงมาหาข้าวทาน เพราะหิว แวะเข้าร้านอาหารปักษ์ใต้ สั่งข้าวราดแกง 2 อย่าง มานั่งกิน มีน้ำพริกกะปิ+ผัก มาให้อีก 1 จาน นั่งกินอย่างแซบ 30 บาท อิ่มแล้ว ก็ดูโทรศัพท์มือถือ เห็น อ.ณรงค์โทรมา เลยโทรกลับ ท่านบอกว่า ตะกี้ ติดสาย คุยโทรศัพท์อยู่ เลยไม่ได้รับสาย จึงขึ้นไปบนห้อง 319 อ.ณรงค์กำลังยุ่งกับคอมพิวเตอร์ ติดตั้งโปรแกรมวุ่นอยู่ แต่เปิดเบียร์ไปแล้ว 1 ขวด เปิดต้มเนื้อกินรองท้องแล้ว

            4 ทุ่ม คุณไก่ แมลงสาบ กลับเข้ามา เอา Notebook มาให้ลงโปรแกรม + ฆ่าไวรัส เสร็จตอน 6 ทุ่ม เลยพากันเข้านอน คุณซัน พา โต่ย ตั๊ก น้องติว และพรีเมียร์ มาพักที่ห้อง  318 ด้วยกันอย่างอบอุ่น

          
            เช้าวันที่ 31 พ.ค. พากันลงมาทานอาหารเช้าตอน 8 โมงเ้้ช้า  ซึ่งอาหารมีหลากหลายกว่าของโรงแรมอีกฝั่ง คุณไก่ แมลงสาบลงมาช้า บัตรคูปองก็ใช้หมดแล้ว เพราะคุณซันพา โต่ย ตั๊ก ติว พรีเมียร์ ลงมาทานอาหารเช้าก่อนคุณไก่ คุณไก่เลยไปนั่งทานโจ๊กเ้้จ้าประจำที่ริมทาง แล้วก็เก็บกระเป๋า เช็คเอ้าท์ คืนกุญแจห้อง คุณซันแจ้งข่าวดีว่า มีทีมงานรายการสยามตามรอยพ่อ ของช่อง 5 จะมาทำสกูีป ของน้องโลมา  ที่จัดรายการเรารักพระเจ้าอยู่หัว ที่ FM98.10 MHz ในวันพฤหัสที่ 2 มิ.ย.นี้  เป็นข่าวดีมากๆ ที่มีคนเห็นคุณค่า ค้นหาเจอจากเวบของกลุ่มศิลปะ ดนตรีฯ เปิดดูคลิปบันทึกรายการ และฟังวิทยุออนไลน์ช่วงจัดรายการสด ..หลังจากนั้น ก็มาที่รถ เตรียมออกเดินทาง มีการถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกอีก คุณซันหยิบเสื้อสีชมพู ของงาน 100 ปี หมอเสมให้ไว้


            ออกเดินทางจากโรงแรมเกือบ 10 โมงเช้า ขับออกมาลาดพร้าว รถยังติดพอสมควร เลยขึ้นทางด่วนมาลงพระรามสี่ ถึงจุฬา 10.40 น.เข้าที่จอดรถข้างหอประชุม มองดูบรรยากาศภายในจุฬา ที่ไม่ได้เข้ามาหลายปี ยังขลังเหมือนเดิม

            หาที่จอดรถได้แล้ว ก็เดินเข้ามาในบริเวณงาน รอบๆบริเวณกำลังจัดสถานที่ งานที่หอประชุม เริ่มตอนบ่ายโมง ทีม staff จัดงาน พาชาวกลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประัชาชน เข้าห้องพักหลังเวที ใช้เป็นห้องพักศิลปิน ข้างใน ทีม staff กำลังเตรียมงานกัน ทั้งการเตรียมกระเป๋าที่แจกในงาน จัดหนังสือ + CD ใส่ลงในกระเป๋า ที่จะมอบให้คนที่มาลงทะเบียนร่วมงาน ในห้องพัก มีกระเป๋าวางเรียงเต็มไปหมด กล่องหนังสือ และเสื้อ 2 สี เขียว ชมพู แยกไซส์  ทีม staff ค่อยๆ ทยอยขนออกไปเรื่อยๆ

            อ.ณรงค์ เดินดูระบบการถ่ายทอดสดทันที เดินไปดูรถถ่ายทอด ดูกล้องดูอุปกรณ์ แล้วก็ตัดสินใจ เอาโค้ดหน้าเวบถ่ายทอดสดผ่านอินเตอร์เนต มาแปะบนเวบของกลุ่มศิลปะ ดนตรีฯ ทันที เพราะเวบของจุฬาก็ทำการถ่ายทอดสดเช่นกัน ส่วนศิลปินก็เริ่มทยอยเข้ามา อาทิ คีตาญชลี อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  คุณไก่ ก็ซ้อมจังหวะ คอร์ดดนตรี คุณหลุยส์ และคุณขวัญ มือไวโอลินก็ตามมาสมทบ ทีม staff ก็ขนข้าวกล่องเข้ามาให้ เป็นอาหารมื้อเที่ยง อ.ณรงค์ กินไป 3 กล่อง ศิลปินที่มาถึงแล้วก็นั่งพักรอเวลา และรับเสื้อตามไซส์ที่ใ่ส่ได้



            13.00 น. งานเริ่มตามกำหนดการ เริ่มมีการถ่ายทอดสด อ.ณรงค์ก็เปิดอินเตอร์เนต ใช้โปรแกรม Camtasia Studio บันทึกวิดีโอการถ่ายทอดสดไว้ ต่อ Net ด้วยระบบ 3G ด้วยซิมของ I-mobile บันทึกวิดีโอได้ 2 ชั่วโมง 49 นาที เซฟไฟล์ตั้งนาน เป็น AVI ขนาดตั้ง 29 GB แต่พอเอามาแปลงไฟลฺ์ เหลือ 2GB เปิดดูวิดีโอ มีแต่ภาพ ไม่มีเสียง ทั้งไฟล์ต้นฉบับ และไฟล์ที่แปลงแล้ว ไม่รู้ save ยังไง ไม่ีมีเสียงเลย เสียดาย

            กำหนดการของงาน เป็นตามเวลาที่วางไว้ แป๊บเดียว อ.เนาวรัตน์ก็ขึ้นเวที อ่านบทกวี  ในตอนซ้อม มีดนตรีจากคีตาญชลีบรรเลงประกอบการอ่านบทกวี แต่พอถึงเวลาจริงๆ เครื่องดนตรียกมาวางไว้หลังฉาก พอจบจากกิจกรรมหนึ่งแล้ว ก็ต่อด้วยรายการของ อ.เนาัวรัตน์ทันที  คุณซัน คีตาญชลี และหลายคน เดินไปที่เวที อ้าว ไ่ม่ได้เซ็ทเครื่องเสียง คงไม่ทันแล้ว อ.เนาวรัตน์เลยได้อ่านบทกวีคนเีดียว ไม่ีมีดนตรีบรรเลง แต่เสียงอ่านอย่างเดียว ก็มีมนต์ขลังอยู่แล้ว หลังเวที หลายคนงงๆ ที่ผิดคิวที่วางไว้ พอ อ.เนาวรัตน์อ่านจบก็เดินมาหลังเวที สอบถามแล้วก็โบกมือลา เพราะเสร็จงานแล้ว กลับบ้านดีกว่า แต่ก็ดีที่ได้ถ่ายวิดีโอตอนซ้อมไว้ ซึ่งมีคีตาญชลี ออกมาบรรเลงเต็มวง

            พิธีการต่างๆ เป็นไปตามกำหนดการ ทั้งปาฐกถา มาถึงการแสดงดนตรี ของคีตาญชลี - ไก่ แมลงสาบ, เวทีเสวนา  เรื่อยมาจนถึงการแสดงดนตรีจากหงา คาราวาน เต็มวง ซึ่งตอนนั้น อ.ณรงค์ ไม่ได้บันทึกไฟล์วิดีโอจากการถ่ายทอดสดผ่านเวบของจุฬาแล้ว นายบอนเลยไปนั่งถ่ายวิดีัโอสดๆ ตั้งแ่ี่ต่พี่หงา เริ่มเล่นจนจบการแสดงจากนั้น ก็เก็บอุปกรณ์ มาร่ำลา ถ่ายภาพที่ระลึกที่ห้องพักศิลปิน ก่อนแยกย้ายกัน

            ภาพรวมของงานนี้ งานออกมาดี เป็นงานที่มีคุณค่ามากๆ เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้พบ คุณหมอ เสม พริ้งพวงแก้ว ซึ่งมีอายุครบ 100 ปีในวันนี้  ทุกคนประทับใจกับงานนี้ นายบอนได้หนังสือกลับไปอ่านหลายเล่ม  คุณซันก็พอใจกับการประสานงานศิลปินให้งานนี้ มีความชัดเจนหลายอย่าง ไม่ยุ่งวุ่นวาย  เหมือนช่วงที่จัดคอนเสิร์ต แสงดาวแห่งศรัทธาเมื่อ ก.ย.2553 ที่ติดต่อศิลปินมากมาย หลายกลุ่ม ค่าใช้จ่ายก็เยอะ แต่งานนี้ มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แต่เนื้องานที่ออกมา มีคุณค่า กระชับ และประทับใจทุกคน  ช่วงท้าย ก็มีการร่ำลา และถ่ายภาพที่ระลึก ก่อนออกมาขึ้นรถ เดินทางกลับ




            "......น้อยคนที่จะมีชีวิตยืนยาวถึงหนึ่งศตวรรษ
            แต่น้อยคนยิ่งกว่า ที่จะยืนหยัดในอุดมคติ
            และอุดมการณ์เพื่อสังคม ได้อย่างมั่นคงตลอดหนึ่งศตวรรษที่มีชีวิตอยู่......"

            ภาพถ่ายและวิดีโอของงานนี้ คลิกดูทั้งหมดได้ี่ที่           
http://thaibansinlapin.blogspot.com/search/label/31may2011-100years-sem

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บันทึกการเดินทางกับรถ ป.2 บขส.99 เื่มื่อ 30 พ.ค.2554 (26-1798)


            วันจันทร์ที่ 30 พ.ค.2554 ต้องเข้า กทม. เพื่อไปพักค้างคืนในตอนเย็น ก่อนไปร่วมงาน หนึ่งคนยืนหยัด หนึ่งศตวรรษ เสม พริ้งพวงแก้วในช่วงสายๆ วันที่ 31 พ.ค. ที่จุฬา เลยเดินทางในตอนกลางวัน ซึ่งที่ บขส. กาฬสินธุ์ จะมีรถที่เข้า กทม.โดยตรง ทั้งรถ ป.1 ป.2 และ VIP ของบริษัทแสงประทีป , บริษัทขนส่ง และรถร่วม บขส. ที่วิ่งผ่าน บขส.กาฬสินธฺุ์  แต่ส่วนมาก รถ ป.1 (ปรับอากาศชั้น 1) และ VIP ของ บขส. เต็มแล้ว เลยดูรถ ป.2 ที่จะเข้า กทม.



            รถ บขส.99 ป.2 จะมีช่วง 11.30 น. และ 12.00 น. ยุคนี้ รถ บขส. ป.2 หลายคัน แอร์เย็น นั่งสบาย กว้าง พอมาถึง บขส. เลยไปซื้อตั๋ว ได้รถเที่ยว 11.30 น. รถมาตรฐาน ม.4 ค หมายเลขรถ 26-1798 เป็นรถสองชั้น ดูในตั๋วแล้ว ยิ้ม แบบนี้นั่งไปแบบสบายๆ

            ก่อนซื้อตั๋ว มี ชาย หญิง 2 คนมาถามซื้อตั๋วจะไปลงโคราช มารถ VIP มั้ย คนขายบอกเหลือแต่ รถ ป.2 ทั้งสองคนเลยไม่เอา ไม่อยากนั่ง ป.2 น่าเสียดาย คงไม่เคยเ้ห็นรถรุ่นใหม่ของ บขส. รถ 2 ชั้น ที่เอารถ ป.1 หรือ VIP มาวิ่ง เพียงแต่ไม่มีห้องน้ำในรถก็เท่านั้น 2 คนนั้น ก็ไปซื้อตั๋วของแสงประทีป รอขึ้นรถไปโคราช



            นายบอนซื้อตั๋วแล้ว คนขายบอกให้ไปนั่งรอที่ชานชลาที่ 2 ตอน 11.15 น. แล้ว รถ ป.2 ก็มาตอน 11.10 น.จริงๆ มาจากนครพนม ออกตอน 7.45 น. ที่รู้เพราะติดป้ายไว้ที่หน้ารถ บอกเวลารถออก  ในเวลาใกล้ๆกันนั้ร รถร่วม บขส. เบอร์ 26-8 จากนครพนม เข้า กทม.เช่นกัน วิ่งมาถึง บขส.กาฬสินธฺุ์ตอน 10.40 น. ตอนแรกว่าจะขึ้นรถคันนี้ไป แต่ผู้โดยสารมีเยอะ เลยไม่ขึ้น รถคันนี้ออกจาก บขส.กาฬสินธุ์ตอน 10.55 น. รถร่วมมักจะจอดนานมากๆ เลยไม่อยากขึ้น

            พอรถ บขส.มาถึง คนขายตั๋วก็มาเรียก บอกว่า รถ ป.2 บขส.99 เที่ยว 11.30 น.มาแล้วเด้อ ก็เดินเข้าไปยื่นตัวให้ฉีก แล้วเดินขึ้นไปเลือกที่นั่งได้เลย สำหรับที่นั่งชั้นล่าง เต็มหมดแล้ว เหล่าผู้สูงอายุ เข้าไปนั่งเต็มทุกที่นั่ง ขึ้นง่ายลงง่าย เลยได้ขึ้นไปเลือกที่นั่งชั้นบน ซึ่งมีที่ว่างเยอะ ตอนกลางวันแบบนี้ คนเลือกเดินทางรถ VIP หรือ ป.1 กันเพราะถึงเร็วกว่า และนั่งสบาย แต่สำหรับรถ ป.2 คันนี้ ก็นั่งสบายเหมือนกัน จอดไม่นาน 11.20 น. รถก็ออกจาก บขส.กาฬสินธุ์ทันที เวลา 12.05 น. วิ่งมาถึงหอนาฬิกาเมืองมหาสารคาม แล้ววิ่งเข้า บขส. มหาสารคาม ส่งคนลง และรับผู้โดยสารขึ้นรถ เห็นรถร่วม บขส 26-8 จอดอยู่ที่ ขบส.มหาสารคาม ..จอดนานจริงๆด้วย ทั้งที่ออกจาก บขส.กาฬสินธุ์มาก่อนเกือบ 30 นาที

            รถ บขส. แม้จะเป็น ป.2 แต่หลายคัน ติดจานดาวเทียม DTV รับสัญญาณได้ตลอด ตั้งแต่ช่วงบ่าย 2 โมง เลยเปิดช่อง 7 ให้ผู้โดยสารชม ได้ดูละครรีรัน เอามาฉายอีกครั้งอย่าง "แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา" ตามด้วยการถ่ายทอดสดการชกมวยจาก จ.เชียงราย ตามด้วย ข่าวภาคค่ำ , เจาะประเด็นเด็ด และละครเย็นช่อง 7 เปิดให้ดูยาวจนถึงหมอชิต 2 เลย ก็เพลินดี

            รถ ป.2 ของ บขส. จะจอดแวะรับผู้โดยสารและจอดเซ็นเวลา หลายจุด คือ ตามสถานีขนส่งหลักๆ อย่างบ้านไผ่ เมืองพล โคราช สระบุรี ตอนถึงโคราช รถร่วม บขส. 26-8 ก็พึ่งจะวิ่งเข้ามาถึง ขบส.โคราช และจะจอดยาวอีก แต่รถ บขส.ที่นั่งมา ออกจาก บขส.โคราชแ้ล้ว ยังไงก็เร็วกว่า ไม่จอดนาน และนั่งสบายกว่าอีกด้วย

            นั่งๆนอนๆ แอร์เย็น ชมวิวสองข้างทาง ฝนตกนั่ง อากาศเย็นสบาย แป๊บเดียวกด็มาถึงหมอชิต 2 เวลา 20.00 น.พอดี ซึ่งรถมาตรฐาน ม.4 ค ดีๆแบบนี้ มีวันละไม่กี่เที่ยว แม้จะต้องรอตามเวลา แต่ก็คุ้มที่ได้นั่ง ไม่ปวดคอ ปวดหลังด้วย .. ขอบคุณ รถ บขส. ม.4 ค เบอรฺ์ 26-1798

            การเดินทางของรถเบอร์ 26-1798 เมื่อ 30 พ.ค.2554
            7.45 น.      ออกจาก บขส.นครพนม
            11.20 น.    ออกจาก ขบส.กาฬสินธุ์
            12.05 น.    ถึง หอนาฬิกาเมืองมหาสารคาม
            12.32 น.    ถึงสี่แยกบรบือ
            13.10 น.    ถึง บขส.บ้านไผ่
            13.43 น.    ถึง บขส. เมืองพล
            14.15 น.    ถึง ร้านวุึฒิภาพโภชนา อ.สีคิว จอดพักรับประทานอาหาร 30 นาที
            15.57 น.    ออกจาก บขส.โคราช
            18.15 น.    ถึง บขส.สระบุรี
            20.00 น.    ถึง หมอชิต 2 กทม     

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รถ บขส.99 รักในหลวง



photo


          ที่ร้าน 199 จุดแวะพักรถทัวร์ 99 สายอีสาน ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครรราชสีมา รถแต่ละคันที่วิ่งมาจาก กทม.จะจอดพักให้ผู้โดยสาร พักรับประทานอาหาร เข้าห้องน้ำ หลังจากเดินทางมาหลายชั่วโมง และยังเหลืออีกครึ่งทางกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง


        รถแต่ละคันจะจอดเรียงกันไป  (คันซ้ายที่เห็นในภาพ คือ คันที่นายบอนนั่งมา จะกลับกาฬสินธุ์ เมื่อค่ำคืน 1 มิ.ย.2554)


photo


          แต่รถสาย กทม.-บุรีรัมย์ เที่ยวที่ออกจากหมอชิต 2 ในเวลา 21.30. น. นำรูปในหลวง+พระราชีนี ไว้ที่หน้ารถแบบนี้ ซึ่งคนขับรถทัวร์คันนี้ ก็โผล่มาข้างประตูรถอย่างที่เห็นในภาพ






photo


            เป็นภาพที่ print ออกจากคอมพิวเตอร์ ด้วยกระดาษ A4 ธรรมดาๆ แต่เป็นภาพที่มีค่ามากๆ จึงต้องเอาใส่ไว้ที่หน้ารถอย่างที่เห็นในภาพ ในขณะที่รถคันอื่นๆ อาจจะติกสติกเกอร์ของหลวงพ่อชื่อดังภายในรถ, ติดป้ายบอกจุดหมายปลายทาง แต่รถทะเบียน 14-6533 คันนี้ ติดภาพในหลวงไว้นำทาง ไว้ให้คนที่ขับรถสวนไปมาระหว่างทางในตอนดึกและตอนกลางวันได้เห็นภาพนี้


            นี่คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รถคันนี้ ติดไว้ที่หน้ารถ...

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

บันทึกการเดินทางครั้งแรกสู่ตราด-งานศพ-เสภา-ท่าเรือ

            "พี่..ย่าเสียแล้ว เมื่อซักพัก"

            ข้อความที่ส่งเข้ามาทางโทรศัพท์มือถือเืมื่อ 22-05-2011 เวลา 0.27 น. เมื่อเปิดดูแล้วก็อึ้งไปพอสมควร ซึ่งคุณรส ที่ส่ง SMS มาบอกเรื่องนี้ ได้บอกใน facebook ว่า คุณย่าพึ่งเสียไม่นาน หลังจากอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวแสดงความเสียใจพร้อมสอบถามวันเวลาที่จัดงานศพ และบอกว่า น่าจะแวะไปร่วมงานศพได้ เพราะ 24 พ.ค. นายบอนมา กทม. และคงจะไปค้างที่จันทบุรี

            วันที่ 23 พ.ค. คุณรสบอกว่า งานศพวันสุดท้าย คือ บ่ายวันที่ 26 พ.ค.ไม่ใช่ 25 พ.ค.  และอยากให้มาร่วมงาน เลยตอบว่า ขอดูสถานการณ์ก่อนว่า จะติดอะไรไหม แล้วจะแจ้งยืนยันอีกที ซึ่งคุณรสก็โทรมาสอบถามบ่อยๆ ยิ่งใกล้วันคุณรสก็บอกกำหนดการแบบคร่าวๆ งานศพเสร็จราวบ่าย 2 โมง มีขบวนแห่ไปที่เมรุ ซึ่งคงไม่นานแล้วจะมาส่งนายบอนที่ท่าเืรือเฟอรี่ที่ข้ามไปเกาะช้าง ขึ้นรถตู้เข้า กทม. ได้ทันที มาถึงช่วงเย็นวันที่ 25 พ.ค. ก็ชักไม่แน่ใจว่า  ถ้าไปตราด ก็จะกลับถึงบ้านช้าอีก 1 วัน แล้ววันที่ 30 พ.ค.ต้องเข้ามาใน  กทม.อีก มีเวลาพักผ่อนน้อยเหลือเกิน  เลยบอกคุณรสทางโทรศัพท์ไปว่า คงไม่ได้ไปแล้วล่ะ  คงจะรีบกลับโคราชแล้วต่อรถกลับกาฬสินธุ์ดีกว่า


            เช้าวันที่ 26 พ.ค. หลังจิบกาแฟยามเช้า คุณลุงสุเวศน์ถามว่าจะไปงานศพที่ตราดกี่โมง แล้วผู้จากไป ชื่ออะไร จะเีขียนเสภาให้ เพราะคุณลุงเคยเขียนเสภาให้ผู้จากไป เคยไปขับเสภาในงาน ได้มาหลายตังค์ และเจ้าภาพ+ผู้ร่วมงานประทับใจมากมาย นายบอนเลยโทรไปถามคุณรส ได้รู้ชื่อผู้จากไป  คือ คุณย่าลำใย โชติเสวตร์ อายุ 80 ปี พ่อ-แม่เสียตั้งแต่คุณย่ายังเล็กๆ  ต้องเลี้ยงน้อง 3 คน มีอาชีพทำสวน แต่งงานกับปู่พิศาล มีลูก 5 คน  ซึ่งปัจจุบัน ปู่พิศาลอายุ 83 ปี ยังมีชีวิตอยู่ ..นอกจากนั้นไม่มีอะไรโดดเด่น ชีวิตราบเรียบเหมือนชาวบ้านทั่วๆไป


            ลุงสุเวศน์ หยิบกระดาษ เขียนบทเสภาทันที เน้นกล่าวถึงจุดที่ดี ส่วนที่ไม่ดี ไม่เอามาพูดถึง เพื่อให้เกียรติแก่ผู้จากไป เวลาผ่านไปไม่ถึง 10 นาที บทเสภาก็เสร็จเรียบร้อย และใหเอากล้องวิดีโอบันทึกการขับเสภาไว้อาลัย ในเวลา 8.00 น.


            หลังจากฟังการขับเสภาแล้ว แบบนี้ คงต้องไปร่วมงานศพที่ตราดแล้วล่ะ เอาเสียงขับเสภาของคุณลุงไปส่งให้ถึงที่ ซึ่งคุณลุงบอกว่า ถ้าให้ข้อมูลมากกว่านี้ ก็สามารถเขียนให้ละเอียดกว่านี้ได้อยู่แล้ว แล้วคุณลุงก็นั่งขับเสภานอกชานบ้าน รอบแรก ออกเสียงปิด จึงเริ่มต้นขับเสภารอบที่ 2 จนจบ พอเปิดฟังเสียงจากกล้องวิดีโอที่บันทึกไว้ มีเสียงมอเตอร์ไซต์วิ่งผ่าน ติดมาในวิดีโอที่บันทึกไว้ด้วย คุณลุงเลยขอบันทึกใหม่ แล้วลุกเข้าไปในบ้าน


            เข้ามานั่งบันทึกเสียงขับเสภาในบ้าน รอบที่ 3 มีเสลดในลำคอ ออกเสียงไม่เต็มที่ รอบที่ 4 มองบทเสภาที่เขียนใส่กระดาษแล้ว เห็นไม่ชัด เลยไปหยิบกระัดานมาเขียนตัวใหญ่ๆ ซึ่งคุณลุงเขียนได้ไว แล้วก็ตั้งกระดานขับเสภา เป็นรอบที่ 5 ซึ่งออกเสียงได้ไม่เต็มที่ เพราะเมื่อคืนคุณลุงไม่ค่อยสบาย เลยต้องไปจิบยาดอง ให้คล่องคอ แล้วมานั่งขับเสภารอบที่ 6 ซึ่งออกเสียงผิดนิดเดียว ก็ขอบันทึกรอบที่ 7 ซึ่งขับเสภาจนจบ ได้ดังใจ


            นายบอนรีบแปลงไฟล์วิดีโอ ในคอมพิวเตอร์ทันที คุณรสโทรมาถามอีกครั้งว่า จะออกมากี่โมง นายบอนเลยเปิดเสียงที่ขับเสภาให้เธอฟัง 1 ท่อน เธอก็บอกว่า โอเค ใช้ได้เลย นายบอนจึงรีบแปลงไป และเอาวิดีโอขับเสภาลงในอินเตอร์เนต ที่ http://suwet2487.blogspot.com/2011/05/26-2554.html    และจัดการ write CD เป็น Audio CD ซึ่งคุณลุงกฌลุกไปหาแผ่น CD เปล่า มาให้ write บทเสภาลงไป แล้วเอาไปเปิดในเครื่องเล่น CD-VCD เปิดเสีัยงจากลำโพงใหญ่ เสียงกระหึ่ม ฟังแล้ว ได้อารมณ์ในการไว้อาลัยอย่างยิ่ง ซึ่งคุณลุงบอกว่า นี่ยังร้องไม่เต็มเสียงเลยนะ เพราะยังป่วยอยู่ แต่เสียงที่ร้องออกมาก็ได้อารมณ์และเหมาะกับการไว้อาลัยแล้วครับ


            คุณรสโทรมาถามอีกครั้งว่า ออกจากบ้านหรือยัง 9.30น.บอกว่ากำลังเอาไฟล์ลงอินเตอร์เนต แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า นามสกุล สะกดยังไง เขียนถุกหรือไม่ เพราะเขียนว่า โชติเศวต แต่คุณรสบอกว่า ที่ถูกต้อง คือ "โชติเสวตร์" เลยต้องมาแก้ไขข้อมูลที่ลงในเวบไปแล้ว ส่วนคุณลุงซึ่งพึ่งเขียนลงชื่อในแผ่นซีดี ก็รีบแก้ไขนามสกุลให้ถูกต้องทันที


            10.00 น. คุณรสก็โทรมาถา่มอีก ออกเดินทางหรือยัง ..ยังอยู่ที่บ้านอยู่เลยก็ทำ CD ให้อยู่นี่แหละ แล้วคุณรสก็บอกว่า งั้นเดี๋ยวไปรับที่จันท ไม่งั้นเดี๋ยวมาไม่ทัน ได้ยินแล้ว ทึ่งเหมือนกัน เจ้าภาพจะมารับไปร่วมงานด้วยตัวเองหรือนีี่  10.15 น. โทรไปถามเอง บอกว่า ออกมาแล้ว กำลังจะถึงแสนตุ้ง อืม คงอีกเกือบชั่วโมง เลยรีบอาบน้ำ กินข้าวรอ พอถึง 11.05 น. คุณรสก็โทรมาบอกว่า ใกล้จะถึงจันทบุรีแล้ว ให้ออกมารอที่่แยกพลับพลาได้เลย แต่คุณลุงบอกให้เข้ามาที่แสลง พร้อมบอกทางให้ คุณรสก็โทรมาสอบถามอีกสองสามครั้ง จนรถแล่นมาถึงหน้าบ้านของคุณลุงจนได้ ในเวลา 11.20 น.


            คุณลุงนึกว่า จะถอยรถเ้ข้ามาในบ้าน แต่รถจากตราดก็ขับเลยไปเพื่อกลับรถ ดูท่าทางแล้วคงจะรีบมากๆ คุณลุงเลยให้ถือ CD ขึ้นรถรีบเดินทางไปตราด คุณรสลงจากรถมายังไม่ได้ไปไหว้คุณลุง ก็ต้องรีบออกเดินทางทันที มีโทรศัพท์โทรมาตามตลอดช่วงการเดินทาง


            คุณรสนั่งรถมากับญาติสาวอีกคนซึ่งเป็นคนขับรถมาให้ ขับซิ่งทำเวลาอย่างมาก แ้้ล้วคุณรสก็ขอฟังซีดีที่คุณลุงขับเสภาในรถก่อน เปิดฟังไป เธอก็แอบป้ายขอบตาหน่อยนึง น้ำตาคงจะซึมนิดๆ หลังจากฟังเสภาครั้งแรก ส่วนคนขับก็ขับซิ่งทำเวลา จากแยกแสลง-ปากแซง ขับไปเรื่อยๆ จนถึงแสนตุ้ง และเลี้ยวเข้าไปยังแหลมงอบ ไ่ม่เข้าตัวเมืองตราด ระยะทาง 35 กม. เหยียบ แซง ซิ่ง จนมาถึงวัดบางปิดล่างในเวลา 12.20 น. แหม ขับรถไวจริงๆ

photo

photo


            เดินไปที่ศาลาวัดที่จัดงาน มองดูกำหนดการบำเพ็ญกุศลศพแล้ว  13.00 น. มาติกา-บังสุกุล 13.30 น.ประชุมเพลิง โห ไวมากๆ  แต่แขกมาร่วมงานตั้งแยะ คงจะเลยเวลาที่กำหนดไว้้บ้างล่ะ คุณรสพาไปไหว้คุณปู่ ที่เห็นแล้วนึกว่าเป็นคุณพ่อของเธอ เพราะดูยังหนุ่มอยู่ ทั้งๆที่ท่านอายุ 83 ปีแล้ว ไหว้พี่สาว และน้องสาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะ ซึ่งก็ไหว้หมด ถือซะว่าเป็นการไหว้เจ้าภาพละกัน


photo


photo


       จากนั้น คุณรสก็คอยช่วยเหลืองานศพ นายบอนก็ไปเดินสำรวจทั่วบริเวณ หาห้องน้ำ หามุมกล้อง มองดูแล้วไม่เห็นเมรุในวัดเลย อยู่มุมไหนเนี่ย เดี่ยวเค้าคงจะแห่ไปที่ไหน ก็คงได้เห็นเอง เดินกลับเข้ามา คุณปู่ก็เข้ามาทักทายถามไถ่ว่า มาจากไหน ขอบคุณที่มาร่วมงาน แล้วนายบอนก็หามุมนั่งถ่ายภาพทีเผลอ จับภาพผู้มาร่วมงานในมุมต่างๆ 13.00 น. พระสงฆ์ก็เดินเรียงแถวเข้ามา เริื่่มพิธีสงฆ์ และพิธีการต่างๆ นายบอนก็หาจังหวะถ่ายวิดีโอไว้เป็นที่ระลึก ตั้งแต่ช่วงอ่านประวัติผู้จากไป จนเสร็จพิธี ถ่ายได้ 14 ช็อตสั้น ๆ แล้วเอามารวมเป็นไฟล์เดียว ความยาว 14 นาที ดังในวิดีโอนี้




            พิธีการกระชับจริงๆ สวดไม่นาน ถวายผ้าไตรเสร็จ ก็วางดอกไมัจันท์ภายในศาลาหน้าศพ โดยผู้ร่วมงานเข้าแถวรอบนอก เดินต่อแถวมาวาง แล้วเดินมาแถวกลาง รับของที่ระลึกงานศพ เป็นถ้วยชาม+ เหรียญบาท แล้วเจ้าภาพและญาติพี่น้องผู้จากไป ยืนเรียงแถวรับไหว้ ต่อจากแถวของญาติ ก็มีทีมหาเสียงของพรรค ปชป. แจกใบปลิวขอคะแนนเสียงอีกด้วย จนผู้คนเริ่มซา นายบอนเลยเดินไปวางดอกไมัจันท์ เสร็จ แล้วเดินมาหามุมถ่ายภาพ ไม่ได้เดินไปรับถ้วยชามของที่ระลึกผ่านแถวของญาติพี่้น้องของผู้จากไป.... รู้สึกเขินเหมือนกัน

photo


photo



            เมื่อญาติพี่น้องลูกหลาน มาวางดอกไม้จันท์บ้าง  แล้วก็เริ่มเคลื่อนศพไปยังเมรุ โดยมีชาวบ้านส่วนหนึ่งร่วมขบวนไปด้วย ซึ่งเมรุอยู่หน้าวัดนั่นเอง เลยตามไปถ่ายวิดีโอในแต่ละช่วง ตามถ่ายตั้งแต่เดินเวียน 3 รอบ การยกโลงศพขึ้นเมรุ เอาโลงเข้าเตาเผา ปิดเตาแล้วลูก หลาน ถือรูป+ธูป มาเคาะประตูเตา ก่อนเดินถือธูป+รูปขึ้นรถ ขับออกไป แป๊บเดียว ควันดำลอยออกจากปากปล่องเมรุ ไวมากๆ  เสร็จจากพิธีการ ก็เดินกลับมายังศาลา คุณรสพาไปกินข้าว ซึ่งก็ตักทุกอย่างใส่จาน นั่งกินไปก็ยังงงๆอยู่ งานเสร็จแล้วหรือ มาที่นี่แค่ชั่วโมงกว่า ทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว คุณรสก็วิ่งไปจัดการธุระบางอย่าง แล้วก็เดินมาที่ครัวอีกครั้ง


        หลังจากหม่ำข้าว และน้ำส้มจนหมด ก็เดินออกมาย่อยอาหาร สักพักคุณรสก็ออกมาเรียก จะไปส่งที่ท่าเรือเฟอรี่ ขึ้นรถตู้เข้า กทม. ให้ซ้อนมอเตอร์ไซต์ซิ่งผ่านสวนยาง เขียวครึ้มจริงๆ เลยถ่ายภาพไว้

photo

photo

photo

photo

photo

photo

photo



        แล้วก็มาถึงท่าเรือเฟอรี่ ที่จะข้ามไปยังเกาะช้าง ใหญ่โตจริงๆ พึ่งเคยมาเ็ห็นครั้งแรกเช่นกัน มีรถตู้เข้า กทม.จริงๆ

photo

photo

photo

photo


        แ้ล้วคุณรสก็่เดินไปถามรถสองแถวที่จะวิ่งเข้าตราด บอกว่าให้รอเฟอรี่เทียบท่า มีคนมาขึ้นรถ ก็จะออกรถตอนนั้นแหละ แล้วคุณรสก็พามานั่งในร้านอาหารในท่าเรือ แล้วแว๊บไปซื้อเปปซี่กระป๋องมาให้ดื่ม ตอนนั้นกำลังเพลียๆหาวนอนมาตลอด หยิบที่เปิดกระป๋องผิดมุม จนเหล็กที่เปิดหลุด เปิดไม่ได้ คุณรสต้องไปขอที่เปิดกระป๋อง มางัดเปิด ถึงใส่หลอดดูดลงไปได้ แล้วก็มีโทรศัพท์เข้ามาตลอด สายหนึ่งจากพี่ชายบอกว่า เดี๋ยวจะขับรถไปส่งที่ตราด จะให้แขกกลับแบบนั้นได้ยังไง คุณรสเลยขับรถกลับมารอที่บ้านพักของเธอ

photo

   
            กลับมาถึงบ้าน  คุณรสก็ให้อาหารหมาน้อยของเธอ แล้วพี่สาวของเธอก็โผล่ออกมา เห็นคุยกันแป๊บนึง แ้ล้วพี่สาวของคุณรสก็หันมายกมือไหว้ เบื้องหลัง พี่สาวถามว่า ตกลงชั้นอายุมากกว่าหรือน้อยกว่าเค้าวะ ..เออ..ไหว้ไปก่อนเถอะ คุณรสตอบว่างั้น  มารู้อาุยุทีหลังว่า พี่สาวของเธอ 34 อือม ถูกต้อง อายุน้อยกว่านายบอนอยู่แล้ว

            สักครู่ พี่ชายก็ขับรถมาจอดเทียบ ออกจากบางปิด เข้าแหลมงอบ -  ตราด มาลงที่ศูนย์การค้ากลางเมืองตราด เมืองที่ถนนแคบๆ ดูเล็กๆ มานั่งรอที่คิวรถตู้ไปจันทบุรี รออยู่พักใหญ่ 16.45 น. รถตู้ก็มาถึง ออกจากตราดมาถึงจันทบุรี 17.50 น. มีคนบอกให้มาส่งที่ บขส.เลยมาลงที่ บขส. ตอน 18.00 น.พอดี

            มานั่งรอคุณลุงที่ บขส. ยังงงๆอยู่ แป๊บเดียว กลับมาแล้ว ไปอยู่ที่บางปิด 2 ชั่วโมง อยู่ที่ท่าเรือเฟอรี่ ราว 1 ชั่วโมง  กลับมาถึงจัน คุณรสโทรมาถามไถ่ แล้วถามว่า เห็นคุณพ่อของเธอหรือเปล่า นึกออกหรือไม่ว่าคนไหน ... จำไม่ได้หรอก แค่มองดูญาติพี่น้องก็หลายคนเหลือเกิน คุณรสบอกว่า น้องสาวคนที่ถ่ายรูปคู่กันที่เห็นในเวบ วันนี้ไม่ได้มาด้วยนะ กำลังเรียนหัวเฉียว.. อะไรนะ เรียนหัวเขียวเหรอ.....หัวเฉียวนะ ไม่ใช่หัวเขียว เสียสถาบันของน้องหมด


            คุณลุงขับรถมารับ ถามว่า งานศพเ็ป็นยังไงบ้าง คนในงานได้ฟังเสภาหรือเปล่า ก็บอกไปตามสภาพความเป็นจริงว่า ทางคนคุมเครื่องเสียง เปิดเสภา ช่วงที่ผู้คนกำลังวางดอกไม้จันท์ แล้วพิธีกรก็พูดบอกให้เข้าแถว ทำยังไงบ้าง เสียงเปิดเสภา กับเสียงพูด ตีกัน ฟังยังไงก็ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ในวิดีโอก็ถ่ายช่วงที่เปิดเสภาพอได้ยินอยู่บ้าง แต่เสียใจนิดหน่อยที่หลังจากนั้น ตรงที่คนถือไมค์บอกว่า ฟังไม่รู้เรื่อง สงสัยบันทึกเสียงมาไม่ดี ได้ยินแล้วก็ชักน้อยใจเหมือนกัน คุณลุงตั้งใจทำให้เหนื่อยแทบแย่ ทั้งที่ป่วยอยู่  แต่จะทำยังไงได้  เหตุสุดวิสัยจริงๆ แต่ไมไ่ด้บอกเรื่องนี้ให้ลุงรู้  คุณลุงก็รับรู้ว่า เครื่องเสียงไม่เป็นใจ แล้วก็บ่นเสียดาย ที่อดได้ตังค์ที่เจ้าภาพอาจจะฝากมาให้ คุณลุงเคยไปขับเสภาไว้อาลัยในงานศพแบบสดๆ เคยได้ตังค์มามากเอาการอยู่ เพราะเจ้าภาพประทับใจ เคยไปขับเสภา งานพระราชทานเพลิงศพงานหนึ่ง เคยได้มาถึง 5,000 บาท แต่งานนี้คุณลุงก็ไ่ม่ได้ว่าอะไรอีก เพราะได้นำเสนองานศิลปะวัฒนธรรมที่ตั้งใจไปแล้ว

            แต่คุณรสโทรบอกว่า หลังจากนั้น มีคนเปิดฟังแล้วชอบเสภานี้มาก คนคุมเครื่องเสียงเอาแผ่นซีดีไปแล้ว คุณรสเลยเปิดเสภาจากอินเตอร์เนตให้ฟัง หลายคนที่บ้านของเธอชื่นชอบ เลยอยากจะ write CD ให้ญาติๆ นายบอนเลยเอาไฟล์วิดีโอลงอินเตอร์เนต และจัดการอัพโหลดไฟลฺ์ให้คุณรสโหลดไฟล์ไป write CD ตามต้องการ



ลิงค์ไฟล์สำหรับดาวน์โหลด ไป write CD
งานบำเพ็ญกุศลศพ คุณลำใย โชติเสวตร์ ที่วัดบางปิดล่าง จ.ตราด เมื่อ 26 พ.ค.2554
suwetavi - ขับเสภาไว้อาลัย
Movie26may54workfull.wmv - รวมวิดีโอ 14 อันเป็น 1 ไฟล์
และ Mphorocollect26may54.wmv รวมภาพนิ่งแอบถ่าย + ใสเพลงของลุงประกอบ

suwetavi.avi
http://www.mediafire.com/?nrwusyhusux4dez

Movie26may54workfull.wmv
http://www.mediafire.com/?n395szdrgeo7lyn
...
Mphorocollect26may54.wmv
http://www.mediafire.com/?etu5hj4e194wejj




       นอกจากได้ไปที่ตราดแล้ว วันที่ไปตราด ก็สามารถโทรหาพี่แจง คนสารคาม ซึ่งทำงานอยู่ที่ตราด โทรติดในวันนี้ ซึ่งพี่แจง ไปทำธุระที่เกาะช้าง ช่วงที่โทรติด พี่แจงกำลังอยู่บนเฟอรี่ข้ามกลับมาจากเกาะช้าง ซึ่งเป็นที่ที่นายบอนพึ่งจะออกมานี่เอง ชวด ที่จะได้เจอ แต่อย่างน้อยก็ได้เบอร์โทรใหม่ของพี่แจงมาแ้ล้ว ไ้ว้โอกาสต่อไปถ้าได้มาตราด คงได้พบเจอกับพี่แจงเสียที

        การเดินทางไปตราดครั้งแรก ทั้งที่ก่อนมา  ตั้งใจจะกลับบ้านแล้ว แต่เมื่อมา ได้บรรยากาศและความรู้สึกหลายอย่าง เกินกว่าที่คิดไว้  สิ่งที่เป็นครั้งแรกนั้น จึงสำคัญยิ่งนัก ถือเป็นย่างก้าวแรก สู่ก้าวต่อๆไป.....

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

บันทึกการเดินทาง รถตู้ไปจันทบุรีเที่ยวสุดท้าย 24 พ.ค.2554





            เมื่อได้มาร่วมงานแถลงข่าวการจัดงาน "หนึ่งคนยืนหยัด หนึ่งศตวรรษ เสม พริ้งพวงแก้ว" เมื่อ 24 พ.ค.2554 ที่อาคารสุขภาพแห่งชาติ กับคุณไก่ แมลงสาบ, คีตาญชลี, คุณหลุยส์, อ.ณรงค์, คุณพระอาทิตย์ หลังจากอาหารมื้อเที่ยง ก๋วยเตี๋ยวและของหวานที่ผู้จัดงานเตรียมไว้ให้ทานแล้ว  ช่วงบ่าย คุณไก่ แมลงสาบก็ขับรถไปทำหนังสือเดินทางที่สำนักงานของกรมศุลกากรแถวแจ้งวัฒนะ-หลักสี่ เวลาผ่านไปราวชั่วโมงเศษ ก็ขับรถออกมา และโผล่ไปที่ดอนเมือง ไปที่บ้านพักของ ตั๊ก-โต่ย และ ติว ซึ่งเป็นย่านที่คุณพระอาทิตย์เติบโตมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ อยู่ใกล้กับสนามบินดอนเมือง และบ้านอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ "ส.ส. เก่ง การุณ โหสกุล" สมัยเด็กๆ เป็นเพื่อนเล่นกันกับคุณพระอาทิตย์ แม้ปัจจุบัน หลายอย่างจะเปลี่ยนไปตามบทบาทหน้าที่ ซึ่งคุณพระอาทิตย์ ชี้ให้ดูบ้านฝั่งตรงข้ามที่เก่ง การุณ เคยอยู่ที่นั่น


            เสร็จธุระจากบ้านโต่ย-ตั๊ก ก็ขับรถมาเรื่อยๆ โผล่มาทางจะไปสี่แยก วงเวียนบางเขน เลยแวะจอดรถที่ Food Center แห่งหนึ่ง ก่อนถึง ป.กุ้งเผา สั่งก๋วยเตี๋ยวมากิน ..แหม มื้อเที่ยงก็ก๋วยเตี๋ยว แล้วยังมาเจอก๋วยเตี๋ยวอีก แต่ก็อร่อยจริงๆ


            16.45 น. ก็ถึงเวลาแยกย้าย คุณไก่ แวะจอดส่งนายบอนลงตรงสะพานลอยข้ามถนน แล้วร่ำลา กลับชลบุรี ส่วนนายบอนข้ามฝั่งมาขึ้นรถเมล์ จะไปยังสะพานควาย ขึ้นรถเมล์แล่นมาตามถนนวิภาวดี ช่วงเวลาเลิกงานพอดี ผู้โดยสารเบียดแน่นเต็มรถเมล์ ฝนเริ่มลงเม็ด จนรถแล่นมาถึงป้ายรถเมล์ที่จตุจักร ก็ลงจากรถ มาเจอฝนตกห่าใหญ่ เลยต้องยืืนหลบฝนที่ป้ายรถเมล์ เบียดผู้คนที่ยืนหลบฝนแถวนั้น ฝนก็ตกมาเรื่อยๆ กว่าครึ่งชั่วโมง เปียกแฉะ แม้จะรู้สึกเบื่อ แต่เมื่อมองไปรอบๆ สาวๆทั้งนั้น ที่มายืนหลบฝนข้างๆ เหลียวไปทางขวา แหม สาวออฟฟิศที่ยืนอยู่ น่ารักจริงๆ แม้จะมีหนุ่มยืนกางร่มบังฝนให้ แอบมองก็ยังเพลิน เหลียวมาอีกด้าน ก็สาวๆหลากหลาย  แล้วก็มีสาวเดินตากฝนที่เริ่มซา ผ่านหน้าไป


            ฝนตกหนักจริงๆ เลยลองโทรไปหาเพื่อนที่สะำพานควาย ซึ่งขอเลื่อนนัด เพราะเจอฝน รถติด ยังไ่ม่ได้ออกเดินทางกลับที่พัก รถติดมากๆ ไม่รู้จะได้เจอตอนไหน นายบอนเลยขึ้นรถเมล์ไปลงหมอชิต 2 เวลาตอนนั้น ปาเข้าไป 18.25 น.แล้ว


            โทรไปหาลุงสุเ้วศน์ บอกว่า อยู่ทีจันทบุรีไม่ได้ไปไหน แวะมาได้เลย จึงขึ้นรถตู้ไปจันทบุรี ตรงทางออกรถเมล์ ขสมก.อยากไปถึงไว ถ้าดึกเกินไป คุณลุงก็ได้นอนดึกอีก  แต่พอเดินไปถึงคิวรถตู้ คนขับที่นั่งอยู่บอกว่า รถตู้เที่ยวก่อนหน้าพึ่งออกไปไม่ถึง 5 นาทีนี่เอง คันนี้เป็นเที่ยวสุดท้าย ออกทุก 1 ชั่วโมง เลยจ่ายค่ารถตู้ไป 200 บาท คนขับเดินไปหยิบบัตรสะสมแต้มมาให้ เพราะนายบอนยังไม่มีบัตร เป็นการเดินทางด้วยรถตู้ครั้งแรก  ถ้าเดินทางบ่อย มีบัตรสะสมแต้ม ก็เอาบัตรมาประทับตรา เดินทางครบ 10 ครั้ง ฟรี 1 ครั้ง


            รถจะออกตอน 19.30 น. เลยต้องนั่งรอ มองดูเมฆฝนก้อนดำ ที่ลอยมา ดูท่าจะตกหนักแน่นอน ฝนตกใน กทม.ช่วงเย็นๆ แต่ช่วงกลางวัน ร้อนตับแตก นั่งรอไปเรื่อยๆ ก็มีสองสาว มารอขึ้นรถตู้กลับจันทบุรีเหมือนกัน รอๆๆๆๆ จนถึง 19.20 น. คนขับรถก็สตาร์ทเครื่อง บอกว่า ออกก่อนเวลาดีกว่า เพราะรถติดมากๆ  จากคิวรถตู้ วิ่งออกมาทาง ถ.กำแพงเพชร เข้า ถ.พระราม 6 ฝนก็ตกมาเรื่อยๆ และรถติดมากจริง


            รถติดแช่นานหลายนาที คนขับก็คุยโทรศัพท์บอกว่า รถติดมากๆ ที่อนุสาวรีย์มีผู้โดยสารกี่คน พุดคุยสื่อสารกันไป เวลาผ่านไปใกล้ 2 ทุ่ม นั่งรอจนหงุดหงิด ท่าทางจะถึงจันทบุรีดึกกว่าที่คิด ตอนที่นายบอนโทรบอกคุณลุงบอกว่า คงจะถึงจันทบุรีราว 4 ทุ่ม ตอนนี้ 2 ทุ่มแ้ล้ว ดูท่าทางจะไปถึงดึกกว่านั้น


            หลังจากรถค่อยๆขยับ มาจนถึงสี่แยกไฟแดง คนขับตัดสินใจ ขับรถผ่านสี่แยก ไฟแดงพอดี แต่ก็ตัดสินใจขับฝ่าไป แล้วมาขึ้นทางด่วนเพื่อไปลงตรงอนุสาวรีย์ เพราะโทรเช็คแล้ว รถติดมาก ถ้าไปเส้นทางเดิม กว่าจะถึงอนุสาวรีย์คงนานเป็นชั่วโมง จ่ายค่าผ่านทางด่วน รถก็แล่นมา ติดแหงกตรงทางลงอนุสาวรีย์เหมือนกัน เวลาเลย 20.00 น.ไปแล้ว กว่ารถจะลงจากทางด่วน กว่าจะยูเทิร์นแล้วมาติดไฟแดง กว่าจะผ่านอนุสาวรีย์วิ่งมาเข้าถนนซอยเล็กๆ สู่ภัตตาคารพงหลี บู๊ตทรูมูฟ ก็ปาเข้าไป 20.30 น.


            มีผู้โดยสารขึ้นมาอีก 6 คน กว่าที่ีรถตู้จะโผล่ออกมาจากซอย แล้ววิ่งวนอนุสาวรีย์ วิ่งเข้าเส้นดินแดน มาจนถึงขึ้นทางด่วน ก็ปาเข้าไป 20.45 น.แล้ว คนขับรถตู้ ก็โทรบอกคนทางบ้านว่า ถึงไหนแล้ว คงกลับดึก เตรียมกับข้าวไว้ในตู้ละักัน พอขึ้นทางด่วน ก็เหยียบเต็มที่ ซิ่ง เหยียบ แซงๆๆๆ ติดไฟแดงสี่แยกไหน ก็ขับเข้ามาในช่องที่จะมาจอดแถวหน้า พอเขียวปุ๊บรถออกตัวได้ทันที พุ่งไปข้างหน้าขับเร็วได้ใจจริงๆ


            21.40 น. รถมาจอดเติมแก๊ส NGV ที่ปั๊ม อ.บ้านบึง ชลบุรี นายบอนเลยโทรบอกคุณลุงว่า ถึงไหนแล้ว และคงจะถึงดึก คุณลุงก็บอกว่า ใกล้ถึงแล้ว โทรมาบอกละกัน พอเติม NGV เสร็จ คนขับก็บอกให้รีบขึ้นรถ แล้วนับจำนวนผู้โดยสาร พอครบแล้วก็บอกว่า รีบไปกันดีกว่า เสียเวลารถติดมามากแล้ว แล้วก็เหยียบซิ่ง ขับรถฝ่าฝนที่ตกลงมาตลอดทาง ขับเร็วมากๆ แม้ใจหนึ่งจะกลัวๆ ที่ขับเร็วแบบนี้ แต่ก็อยากให้ถึงที่หมายไวๆ ดูฝีมือการขับรถแล้ว ไว้ใจได้ ทั้งเหยียบ เร่ง เบรค แน่นอนจริงๆ


            22.40 น. มาถึง อ.แกลง จ.ระยอง จอดส่งผู้โดยสารลงจากรถคนหนึ่ง แล้วก็เหยียบต่อ ช่วงหนึ่งขับมาถึงช่วงที่มีเลนกำลังราดยางใหม่ เลยวิ่งได้ช่องเลนเดียว รถคันหน้าวิ่งไปช้าๆ เพราะมีรถบรรทุกอยู่หน้าสุด พี่คนขับก็ขับช้าๆตามไปช่วงหนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจ หักเข้าเลนที่พึ่งราดยางใหม่ ทางยังไม่เรียบ รีบเหยียบๆๆๆ ขับแซง แล้วพุ่งไปข้างหน้า เร่งทำเวลาทันที  ก่อนถึงตัวเมืองจันทบุรี ก็ัขับแซงรถทัวร์ ป.1 ของเชิดชัยทัวร์ หรือ พรนิภาทัวร์นี่แหละ ซึ่งออกจากหมอชิต ในช่วงเวลาใกล้ๆกับที่รถตู้ออก แต่รถทัวร์ ออกจากหมอชิต แล้วขึ้นทางด่วนออกจาก กทม.ทันที ไม่ต้องวิ่งมาอนุสาวรีย์ชัย เจอรถติด แต่รถตู้ก็วิ่งแซงรถทัวร์แบบไม่เห็นฝุ่น มาถึงจันทบุรี 23.10 น. จอดที่คิวรถตู้โลตัส จันทบุรี



            แม้จะขับรถไว แต่คนขับอัธยาศัยดี พูดจาดีมาก เป็นกันเอง มีผู้โดยสาีรที่มาจันทบุรี ถามหาที่พัก พี่แกก็จอดที่หน้าโรงแรมที่พักคืนละ 200 บาท แนะนำข้อมูลที่จำเป็นให้ผู้โดยสารก่อนลงจากรถ แล้วก็มาส่งที่โลตัสจันทบุรี ก่อนที่จะรีบขับรถกลับบ้านทันที


            ความจริงแล้ว ค่าโดยสารรถทัวร์ ป .1 กทม- จันทบุรี คือ 193 บาท นั่งสบาย กว้าวกว่า และมีน้ำ นม ขนม แจกให้ทานด้วย แต่ถ้าต้องการความเร็ว ก็ต้องนั่งรถตู้ รถตู้ NGV นี้ 200 บาท ถ้ารถตู้ของพรนิภา 150 กว่าบาท คุณภาพ และสภาพรถก็ตามราคานั่นแหละ


            การได้เดินทางหลายแบบ นั่งรถหลายบริษัท หลายแนว ก็ได้อะไรใหม่ๆ ได้บรรยากาศ รสชาติใหม่ๆ ไม่ซ้ำซากจำเจ แม้ว่าจะเดินทางมาที่จุดหมายเดียวกัน จันทบุรีก็ตาม..


วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อ่านคนจากการเดินทางโดยรถทัวร์ รถโดยสาร

            การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ถือเป็นการเปิดโลก และเรียนรู้โลกรอบตัวไปด้วย รวมทั้งเรียนรู้ผู้คนที่ร่วมเดินทางไปบนเส้นทางเดียวกันอีกด้วย แม้ว่า คนที่ร่วมเดินทางจะไม่อยากให้ใครมาสนใจเรียนรู้ เพราะปิดตัว อยู่ในโลกส่วนตัวและไม่สนใจแยแสสิ่งใดเลย
  
            เมื่อหลายคนเลือกการเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ ไม่ว่าจะเ็ป็นรถทัวร์  ปรับอากาศ VIP ชั้น1 ชั้น 2 ตามงบประมาณที่มีในกระเป๋า ซึ่งการเลือกเดินทางก็สะท้อนลักษณะของคนได้เช่นกัน

            1. ถ้าเลือกเดินทางโดยรถทัวร์ ที่วิ่งรวดเดียว ไม่จอดตามทางบ่อยๆ มุ่งสู่สุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุด ซึ่งหลายคนรู้สึกรำคาญถ้า้ต้องนั่งรถที่จอดรับผู้โดยสารตามที่ต่างๆอยู่บ่อยๆ ยิ่งจอดทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ยิ่งรู้สกึเสียเวลา ที่รถวิ่งถึงจุดหมายช้ากว่าที่คิดไว้

            .. คนลักษณะนี้ เป็นคนที่มุ่งสู่จุดหมาย ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง อาจจะบอกได้ว่า เป็นคนที่อยู่ในกรอบของตัวเอง ไม่สนใจสิ่งอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับเป้าหมาย จึงไม่สนใจสิ่งรอบข้าง รอบๆตัว ไม่สนใจความเป็นไปของโลก ระหว่างการเดินทางหากข้างทางเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน ก็ไม่ได้สนใจใส่ใจมากนัก คนที่มีบุคลิกแบบนี้ เมื่อนั่งรถ ก็มักจะปิดม่าน หลับนอน หรือ เสียบหูฟังเพลงของตัวเอง อยู่ในโลกของตัวเอง



            2. คนที่เปิดกว้าง เดินทางด้วยรถแบบไหนก็ได้ จะเป็นรถที่จอดบ่อยหรือวิ่งรวดเดียว ก็ไม่เครียด ยังไงก็ถึงจุดหมายอยู่แล้ว แม้จะช้าหรือเร็วก็ตาม ระหว่างทาง ได้สนใจดูสิ่งรอบตัว สองข้างทางที่ผ่าน ดูเพลิน และได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ระหว่างการเดินทางอยู่เสมอ

            คนในลักษณะนี้ เป็นคนที่สนใจสิ่งรอบตัว หลายคนมีจิตสาธารณะ จิตอาสา ชอบช่วยเหลือคนอื่น ชอบสังเกตสิ่งรอบข้าง อยู่ในโลกของความเป็นจริง สามารถปรับตัวได้ทุกสถานการณ์ เข้าใจชีวิตเข้าใจโลกมากกว่าคนกลุ่มแรก

            3. คนที่ต้องฝืนใจในการเดินทางโดยรถโดยสาร เพราะช่วงนั้นมีเงินน้อย งบประมาณไม่พอ หรือมีทางเลือกในการเดินทางแค่หนทางเดียว จึงจำใจต้องเดินทางโดยรถโดยสาร หรือรถทัวร์ จึงรู้สึกอึดอัด ทุกข์ทรมาน เบื่อ เมื่อไหร่จะถึงเสียที  บุึคคลในลักษณะนี้ไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่มีอยู่มากนัก อยากได้สิ่งที่ดีกว่าเดิม อารมณ์หงุดหงิดง่าย และไม่ค่อยมีใครอยากไปยุ่งเกี่ยวด้วยมากนัก

            การเดินทางบนรถคันเดียวกัน ย่อมมีคนหลากหลายแบบ ทั้งคนที่สนใจคนที่เห็น คนที่ไม่สนใจใครเลย คนที่มองดูแล้ว แอบนินทาถึงการแต่งกาย บุคลิก หน้าตา หรือ เห็นแล้วแอบปิ๊งแอบรัก รวมทั้งคนที่สอดรู้สอดเห็น ซึ่งเป็นธรรมดาในสังคมโลกเบี้ยวๆใบนี้ แม้คุณจะไม่สนใจคนรอบข้าง ไม่อยากให้ใครมายุ่งเกี่ยว แต่ก็จะมีคนที่สนใจมอง สนใจคุณอยู่เงียบๆ มีคนที่สังเกต วิเคราะห์ อ่านบุคลิกของคุณเหมือนในสถานที่อื่นๆทั่วไป



            ดังนั้น อย่าแปลกใจ ว่า ทำไมคนบางคนถึงเข้าใจคนอื่นแทบทุกเรื่อง ในขณะที่คนอีกคน กลับไม่เคยเข้าใจใครเลย เพียงแค่การเดินทางบนรถโดยสาร ก็จะได้พบเห็นผู้คนหลากหลายแบบ หลายอารมณ์ เป็นห้องเรียนแห่งชีวิตที่ไม่มีโรงเีรียนที่ไหนเปิดสอนเลย
  
            มีแต่ชีวิตจริง ที่จะเรียนรู้จากผู้คนที่พบเห็นจริงๆในสังคมนั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

บันทึกการเดินทาง บุกรัง...กลุ่มดินรักษ์ฟ้า 8 พ.ค.2554

            ในการทำงานแต่ละอย่าง หลายคนมักจะเห็นผลงานที่เกิดขึ้นและชื่นชมในผลสำเร็จนั้น แต่เมื่อมีโอกาสได้เห็นเบื้องหลังการทำงาน จะเ้ห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจหลายอย่าง การได้ไปสัมผัส เยี่ยมเยือนถึงที่พัก หรือ "รัง" ก็ทำให้ได้พบเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจหลายอย่าง กว่าจะเป็นผลงานที่หลายคนได้ชื่นชมกัน และนี่คือ บันทึกการเดินทาง บุกรัง ของผู้ก่อตั้งและคนทำงานตัวหลักของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า ผู้ที่ถ่ายทอดและส่งต่อเรื่องราวของ ในหลวง มาอย่างต่อเนื่อง.....


            วันอาทิตย์ที่ 8 พ.ค.2554 ได้นัดหมายกับพี่แคท และพี่ Sako แห่งกลุ่มดินรักษ์ฟ้า ครั้งก่อน นัดพบกันที่เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ แต่ครั้งนี้ นัดช่วงเวลา 9.00-10.00 น. พี่แคทรีบโวยทันทีว่า มาเช้าจังเลย .... โดยปกติแล้ว มักจะทำงานกันดึกดื่น กว่าจะนอนอิ่ม และตื่นนอน  โดยเฉพาะในวันหยุด จะตื่นนอนแต่เช้ายิ่งเป็นไปไม่ไ้ด้ แต่เมื่อนายบอนจะแวะมา พี่แคทบอกว่า สามารถที่จะตื่นได้ งั้น 9.30 น. เจอกัน


            เช้าวันอาทิตย์ ท้องฟ้ามืดครึ้มพอสมควร หลังจากที่นายบอนขึ้นรถเมล์สาย 134 จากหมอชิต - จตุจักร - เดอะมอลล์งามวงศ์วาน -  สะพานพระนั่งเกล้า พี่แคทบอกว่า บ้านพักอยู่แถวๆร้านลุงหนวด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เคยพามานั่งกินข้าว หลังจากทำโครงการ ขอเป็นคนดีเพื่อพ่อหลวง ครั้งที่ 2 เสร็จนั่นแหละ เมื่อนั่งรถเมล์ข้ามสะพานพระนั่งเกล้ามาแ้ล้ว คงจะลงป้ายแรก เพราะใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามากที่สุดแล้ว แต่รถวิ่งไปจอดป้ายที่ 2 ริมถนนรัตนาธิเบศร์ ใกล้กับโชว์รูม ฟอร์ด-มาสด้า พอดี เดินลงจากรถมาไม่กี่ก้าว ฝนเจ้ากรรมก็เทลงมาต้อนรับซะแล้ว จนต้องรีบวิ่งขึ้นสะพานลอยข้ามถนน ซึ่งมีหลังคาพอให้ไปยืนหลบฝนได้บ้าง ฝนก็เทลงมาอย่างต่อเนื่อง บนถนนก็กำลังก่อสร้างหลายอย่าง ฝนก็เทลงมาเื่รื่อยๆ ดูเวลา 9.35 น. เลยหยิบโทรศัพท์ โทรหาพี่แคททันที คาดว่า น่าจะสะลึมสะลือตื่นบรรทมแล้วล่ะ


            "ฮัลโหล... ถึงไหนแล้ว" อ้าว เสียงใสแบบนี้ แสดงว่า ตื่นนานแล้ว ไม่ใ่ช่เสียงงัวเงียบนที่นอน เลยรายงานไปว่า ตอนนี้ลงรถเมล์ตรงสะพานลอย ใกล้โชว์รูม ฟอร์ด พี่แคทถามอีกครั้ง "ตรงไหนวะ" ....อ้าว ทำไมตอบยังงั้นล่ะ นี่แสดงว่า ยังมาไม่ใกล้บ้านอีกเหรอ......


            "อยู่ตรงไหนนะ...." พี่แคทถามย้ำอีกครั้ง  นายบอนก็พยายามบอกไป ความจริงแล้ว ฟังไม่ค่อยได้ยิน เพราะทั้งเสียงฝนและเสียงลมที่พัดบนสะพานลอย ทำให้ไม่ค่อยได้ยินเสียงอะไรมากนัก ก็พยายามบอกไปว่า อยู่จุดไหน สักพักพี่แคทก็บอกว่า งั้นเดี๋ยวออกไปรับ รออยู่ตรงนั้นแหละ


            ผ่านไปเกือบยี่สิบนาที ฝนหยุดตกแล้ว เลยเดินลงจากสะพานลอย ข้ามมาอีกฝั่ง มาอยู่ใกล้ๆป้ายรถเมล์ชั่วคราว ดูสาวๆนั่งๆยืนๆรอขึ้นรถเมล์เข้าไปในเมือง แล้วพี่แคทก็โทรมา "ตอนนี้จอดรถอยู่หน้าโชว์รูม ฟอร์ดแล้ว อยู่ไหนวะ"  นายบอนเลยรีบข้ามสะพานลอยไปอีกฝั่ง พี่แคทก็ถอยรถมาใกล้ๆ รับขึ้นรถขับออกไปทันที อ๊ะ ขับมาคนเดียวแฮะ พี่แคทบอกว่า พี่กู๋รออยู่ที่บ้าน


            ขับจากหน้าโชว์รูมฟอร์ด ตรงไปเรื่อยๆ พี่แคทบอกว่า ทางเข้าบ้านต้องลงตรงนี้ ป้ายรถเมล์ที่สาม ..... แหม นิดเดียว เพราะดันลงป้ายที่สอง แล้วพี่แคทก็บอกให้ดูที่วินมอเตอรไซต์ เห็นมั้ย ติดรูปในหลวงไว้ด้วย รูปในหลวงใส่กรอบ 3 รูปติดกัน "นี่ยังไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปเลย"


            แทบไม่่น่าเชื่อ ปกติ เมื่อเห็นใน facebook พี่แคทมักจะไปถ่ายรูปบ้าน ร้านค้า ที่ติดภาพในหลวงมุมต่างๆ หรือบางครั้ง ก็มีมิตรสหาย ส่งภาพมาให้ เธอจะนำมาแปะใน facebook แล้วประกาศว่า "เรารู้จัก เราชื่นชม" ทุกที่ที่ติดรูป หรือธงสัญลักษณ์ในหลวง มักจะเก็บภาพถ่ายมาเผยแพร่ และชื่นชมอยู่เสมอ ขนาดประตูบ้าน รั้วบ้านของตัวเอง ก็ยังถ่ายภาพมาเผยแพร่ ใกล้ไกลแค่ไหน ไปถ่ายรูปไว้แล้ว แต่แค่วินมอเตอร์ไซต์ ปากซอยเข้าบ้าน ยังไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปสำหรับ "เรารู้จัก เราชื่นชม" ไว้เลย ใกล้แค่จมูกตัวเองแค่นี้   เหมือนอย่างชีวิตจริง ที่มีอีกหลายเรื่องที่คนเราคาดไม่ถึง


            ขับรถเข้ามาตามถนนเข้าหมู่บ้าน สังเกตเห็น ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นหลายจุด มีโลตัสเอ็กเพรสด้วย ร้านโชวห่วยแถวนี้ คงเหลือน้อยลงไปทุกที ขับผ่านไปตามถนน พี่แคทก็เล่าให้ฟังว่า บ้านไหนรักในหลวง บ้านไหนเป็นเสื้อแดง เก็บรายละเอียดไว้หมด แล้วก็ขับเลี้ยวเ้ข้าไปในหมู่บ้าน เลี้ยวหลายรอบจนงง ให้มาอีกครั้ง มาเองก็มาไม่ถูก แล้วก็มาถึง "รัง" ของ กลุ่มดินรักษ์ฟ้า หรือ บ้านพี่แคทน่ะแหละ ลงจากรถ เข้าไปเปิดประตูรั้วบ้าน แล้วถอยรถเข้าไป ที่ประตูรั้ว ก็เป็นอย่างรูปที่เคยเห็นใน facebook คือ ติดสติกเกอร์ไว้แล้ว และถูกถ่ายรูปไปเผยแพร่ไว้แล้ว ตอนนั้น ฝนพึ่งหยุดตก พอลงจากรถเลยเดินไปแตะสติกเกอร์ ยังเปียกๆน้ำอยู่ แต่ก็ยังติดอยู่ตรงเสาบ้านอย่างนั้น


            พี่แคทลงจากรถแล้ว ก็พาเข้าบ้าน ก่อนเข้าก็พูดกำชับเป็นครั้งที่สิบได้มั้ง ว่า ห้ามถ่ายรูปนะโว้ย กองสมบัติรกไปหมด เป็นสิ่งของบริจาคของกลุ่มดินรักษ์ฟ้าทั้งนั้น เดินเข้าตัวบ้าน โห... รองเท้าของผู้หญิงวางเรียงแถวนับยี่สิบคู่ หรือมากกว่านั้น นึกว่าร้านขายรองเท้า แน่นอนว่า เป็นรองเท้าพี่แคททั้งหมด ถ้านับจริงๆ ทั้งบ้าน น่าจะเกินครึ่งร้อย พอเดินเข้าบ้าน เปิดประตูเข้าบ้าน "ปิกัสโซ่" แมวตัวโปรดของพี่แคท ก็เดินออกมาต้อนรับทันที.... อันนี้เป็นที่แน่นอนว่า มาถึงรัง ของดินรักษ์ฟ้าจริงๆ เพราะฟรีเซ็นเตอร์ของกลุ่มตัวเป็นๆ ออกมาต้อนรับเอง...




            เดินเข้าบ้าน พี่แคทก็หันมากำชับ เสียงเข้มอีกเป็นครั้งที่สิบเอ็ดว่า ห้ามถ่ายรูปนะโว้ย บริเวณนั้นเป็นมุมหนึ่งของบ้าน ซึ่งจัดไว้เป็นห้องรับแขกได้ แต่ทว่า มีกล่อง ถุง วางอยู่เต็มพื้น เอกสาร หนังสือ อัดแน่นเต็มตู้ นี่คือ สิ่งของที่ได้รับบริจาคสำหรับกิจกรรมของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า วางแน่นไปหมด เลยดูรกๆ ความจริงแล้ว มีพื้นที่น้อยกว่า สิ่งของที่มี ต่อไป สิ่งของคงจะมากขึ้นกว่านี้ คงต้องไปหาเช่าโกดังเก็บสิ่งของแล้วมั้ง


           จากห้องเก็บของ ของดินรักษ์ฟ้า อีกฝั่ง คงเป็นห้องนอน ห้องน้ำ ตามแปลนของบ้านทั่วไป ห้องที่ถัดจากห้องเก็บสมบัติของดินรักษ์ฟ้า มีห้องน้ำอีกห้อง และห้องถัดไป ประตูเปิดอยู่  มีเสียงและแสงไฟออกมาจากห้องนั้น  พี่กู๋ Sako อยู่ในห้องนี้เอง กำลังนั่งอยู่หน้าจอคอม ดูการถ่ายทอดสด มวยคู่ประกอบรายการ ก่อนการชกของ แมนนี่ ปาเกียว นักมวยพิลิปปินส์ พี่กู๋บอกว่า กำลังรอดูปาเกียว ตอนนี้เลยดูมวยคู่ชกคั่นเวลาไปก่อน ทีวีช่อง 7 ก็ยังไม่ถ่ายทอดสด เลยดูทางเนตสดๆ บางจังหวะสัญญาณภาพ ก็สะดุดไปบ้าง ไม่ทันใจเลย  พี่แคทก็พาเข้าไปนั่งที่โซฟาตัวหนึ่งในห้อง สิ่งของในห้อง อัดแ่น่นเต็มไปหมด พี่แคทบอกว่า บ้านรก แต่ความจริง สิ่งของมีมากกว่า พื้นที่ของบ้านซะอีก เพราะเป็นบ้านชั้นเดียว  แล้วต่างเป็นนักสะสม จึงมีข้าวของมากมาย คาดว่า เดี๋ยวคงจะล้นบ้านสักวัน คงต้องสร้างเพิ่มอีกชั้น หรือ เจาะชั้นใต้ดินไว้ทำห้องเก็บสิ่งของไว้ซะเลย


            พี่แคทเ็ห็นมาเหนื่อยๆ เลยให้นั่งพัก ไปเทน้ำแข็ง ใส่น้ำแดงมาให้กิน แล้วพี่แคทก็ตั้งประเด็นว่า ไม่ชอบเสื้อแดง แต่กินน้ำแดง เออ นั่นสินะ


            แป๊บเดียว ก็ถึงเวลาที่แมนนี่ ปาเกียว ขึ้นเวทีชก พี่กู๋รีบเปิดดูทีวีช่อง 7 เพราะเสียอารมณ์ที่เปิดดูทางอินเตอร์เนตแล้วภาพกระตุก หยุดไปหลายจังหวะ ขาดความต่อเนื่อง ทีวีภาพก็ไม่ชัด แต่ไม่สะดุด ส่วนทางอินเตอร์เนต ภาพสวย คมชัด แต่สะดุด พี่กู๋เลยยกทีวีมาวางข้างประตูห้องทำงานซะเลย ต่อสายสัญญาณเข้ากับทีวี ปรับนิด ก็รับภาพได้ชัด แล้วนั่งดูหน้าห้อง เห็นทั้งจอทีวี และจอคอมพิวเตอร์ที่ต่ออินเตอร์เนต ดู 2 จอได้พร้อมกัน



            มวยคู่ปาเกียวที่หลายคนรอชม กลับไม่สนุกอย่างที่รอคอย เมื่อคู่ชกเอาแต่ป้องกันตัว เอาแต่ถอย ไม่ค่อยรุกต่อย ทำเอาแฟนมวยเซ็ง เวลาล่วงเลยใกล้ที่ยง พี่กู๋เลยเดินเข้าครัว ทำักับข้าวมื้อเที่ยงทาน แต่คงจะเป็นมื้อเช้าของคนบ้านนี้ จัดการหุงข้าว ซึ่งบ้านนี้ทานข้าวกล้อง เพื่อสุขภาพซะด้วย พอมวยชก ก็เดินมาดู พอหมดยกก็เดินไปทำกับข้าว 2 อย่าง คือ ผัด 1 อย่าง และไข่เจียวหมูสับ 1 จาน แหม นึกไม่ถึงว่าจะได้มีวาสนามากินข้าวฝีมือพี่กู๋ซะด้วย ส่วนพี่แคท นั่งหน้าจอคอม เปิด facebook ทั้งพิมพ์ทั้งตอบ หลายอย่าง...เห็นแล้วก็ชักสงสัย ทำไมพี่กู๋ต้องทำกับข้าว หรือว่า.... พี่แคท...ไม่ทำกับข้าว   หรือ ทำไม่้เป็น...???


            มวยชกจบครบ 12 ยก แมนนี่ ปาเกียว ชนะคะแนนตามคาด นายบอนก็กลับมานั่งที่โซฟาในห้องเหมือนเิดิม เวลาใกล้เที่ยงแล้ว งั้นทำงานกันเลยดีกว่า พี่แคท ก็เตรียมข้อมูล 11 ภาพในหลวง เพื่อที่จะเล่าเรื่องราวส่งต่อให้ลุงสุเวศน์ ไปถ่ายทอดต่อไป ระหว่างรอ ก็หยิบกล้องวิดีโอมาเตรียมพร้อม ลองกดถ่ายภาพในห้องนั้นไว้ ตั้งใจว่าจะถ่ายภาพเบื้องหลัง แต่ก็....





photo dinrakfah




            ...พี่แคทหันมาพอดี เลยแชะ ได้ภาพนี้มา นี่คือ เบื้องหลังการทำงานของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า พี่แคทนั่งหน้าจอแบบนี้  มองดูที่จอคอมพิวเตอร์ กำลังเปิดหน้า facebook ของกลุ่มดินรักษ์ฟ้าพอดี ตอนนั้น กำััลังทำแฟนเพจของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า เพราะหน้าเพจของ "กลุ่ม" มีการเปลี่ยนแปลงระบบ ซึ่งระบบใหม่ พี่แคทบอกว่า ไม่ค่อยชอบ เพราะสกรีนคนยาก ใครจะโพสต์ข้อมูลอะไรก็ได้ จะำทำให้กลายเ็ป็นแหล่งข้อมูลขยะ เหมือนกับหลายกลุ่มใน facebook ที่มุ่งเน้นปริมาณ ทั้งจำนวนคนและจำนวนโพสต์ แต่ของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า อยา่กจะเน้นคุณภาพมากกว่า เลยนั่งคลิกๆๆๆ และกลายเป็น www.facebook.com/DinRakFah ที่หลายคนเข้าไปกด like เพื่อเป็นสมาชิกของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า ในรูปแบบ fanpage ได้ทันที


          
photo dinrakfah




            นี่คือ อีกมุมหนึ่ง เมื่อพี่แคท ลุกจากเก้าอี้ บนโต๊ะจะอัดแน่นไปหมด เจ้าของบ้านบอกว่า รก แต่ความจริงแล้ว สิ่งของมีมากกว่า พื้นที่ที่จะวางต่างหาก แบบนี้ถือว่า ใช้พื้นที่ได้คุ้มทุกตารางนิ้วเลยทีเดียว เห็นกรอบรูปแล้ว คงไม่ต้องบอกว่าเป็นรูปของใคร ส่วนกรอบรูปที่มีโลโก้ดินรักษ์ฟ้า และมีข้อความที่เป็นบทกวี เป็นสัญลักษณ์ที่บอกได้ว่า เป็นที่ทำงานของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า ทุกจุดบนโ้ต๊ะ มีสิ่งของวางเรียงไว้เต็มไปหมด วางกรอบรูปบังแสงจากหน้าต่าง เลยทำให้ห้องดูมืดไปบ้าง แต่เ้จ้าของห้อง คงจะคุ้นเคยกับสภาพแสงอย่างนี้่อยู่แล้ว เพราะชอบทำงานดึกๆ




photo dinrakfah




            อีกมุึมหนึ่งถัดจากที่พี่แคทนั่ง ก็จะมีคอมอีก 1 ตัว ที่กำลังเปิดดูถ่ายทอดสด มวยคู่แมนนี่ ปาเกียว สิ่งของสารพัดอย่างวางเต็มโต๊ะ มุมนี้ของบ้านนี้แหละที่สื่อสารกับผู้คนมากมายจากหลายมุมของโลกผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เรื่องราวของในหลวงมากมาย ทั้ง "เรารู้จัก เราชื่นชม" และ " เราไม่รู้จัก แต่เราชื่นชม" ล้วนถูกส่งออกมาจากคนที่นั่งอยู่ในห้องๆนี้ และจากโต๊ะตัวนี้


photo dinrakfah




            ปกติแล้ว เรามักจะ้เห็นมีการติดธงชาติ และธงของในหลวง ที่ประตูบ้าน ชายคาบ้าน หรือ หลังคาบ้าน แต่ที่นี่ รังของดินรักษ์ฟ้า นอกจากกรอบรูปที่มีภาพของในหลวง แ้ล้ว ติดธงไว้ที่มุมหน้าต่างซะเลย และวิธีประดับตกแต่งนั้น ติดไว้อย่างมีศิลป์อีกด้วย เห็นปีกผีเสื้อติดกับก้านธง ทำให้มุมนี้น่ามองมากขึ้น


photo dinrakfah




            คงเป็นความตั้งใจของพี่แคท ที่จะมอบกรอบรูปที่ใส่บทกวีของดินรักษ์ฟ้า เลยหยิบมามอบให้นายบอน ซึ่งพิมพ์บนกระดาษสีเหลืองทอง  แต่กล้องจับภาพได้ เห็นเท่านี้


photo dinrakfah




            เมื่อสัปดาห์ก่อน พี่แคทไปฟิลิปปินส์ และไปทำโทรศัพท์หายที่นั่น เป็นความทรงจำที่ไม่น่าจำเลย แล้วก็หยิบของฝากมาให้ เป็นพวงกุญแจรูปรองเท้า แต่มีข้างเดียว สงสัย ถ้าอยากจะได้อีกข้างให้ครบคู่ จะให้ไปหาซื้อที่ฟิลิปปินส์รึเปล่านะ


            แล้วพี่แคท ก็เล่าเรื่องจากฟิลิปปินส์มา ที่ฟิลิปปินส์เรื่องการเล่นการพนันเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมาย แต่ถ้าในงานศพ สามารถเล่นการพนันได้ งานศพที่ฟิลิปปินส์ จะมีการตั้งเต็นท์แล้วยกโลงศพมาไว้ที่หน้าบ้าน คราวนี้มีบ้านหลังหนึ่ง ที่จัดงานศพเป็นเดือนๆ แล้วผู้คนก็มาเล่นการพนันกัน จนน่าสงสัยว่า ในโลง มีศพจริงหรือเปล่า หรือว่า จัดงานศพบังหน้า เพื่อจะเล่นการพนันได้อย่างไม่ผิดกฏหมาย


            "เมื่ออยู่เมืองไทย เรามักจะรู้ึสึกว่า เืมืองไทยไม่น่าอยู่ ไม่สะดวกสบายบ้างล่ะ แต่เื่ื่มื่อไปที่ฟิลิปปินส์ หรือต่างประเทศ ไปสัมผัสบรรยากาศที่อื่นแล้ว จะรู้สึกได้ทันทีว่า เื่มืองไทยของเราน่าอยู่ที่สุด ที่ฟิลิปปินส์มีการลักขโมยทุกแห่ง จะไปซื้อของในร้าน ยังต้องใช้การ์ดผ่านประตูเข้าไป ไม่งั้น ของหาย อยู่ที่นั่นจะต้องระมัดระวังให้ดี".. แล้วพี่แคท ก็เจอประสบการณ์ัเข้ากับตัวเองเมื่อโทรศัพท์ หายที่ฟิลิปปินส์ จนต้องซื้อเครื่องใหม่ใช้ในวันนี้



            ช่วงที่นั่งพักที่โซฟา นายบอนก็เหลือบดูพี่แคทใช้คอมพิวเตอร์ ถือได้ว่าเป็นระดับเจ้าแม่จริงๆ นั่งมองจากไกลๆ เห็นพี่แคมเปิด facebook หน้าหนึ่ง สักพัก ก็คลิกไปหน้าใหม่ เปิดดูข้อความ แล้วพิมพ์ตอบ สักพัก อ่านข้อความอันหนึ่ง แ้ล้วเปิด google ค้นหาข้อมูลสักพัก นั่งดูผลการค้นที่เป็นแผนที่ แล้วหยิบปากกา +สมุดมาจดข้อมูล ปั๊บ     พอวางสมุดแล้ว ก็เปิดหน้าจอต่อไป ซึ่งที่เห็นในภาพข้างล่าง เ็ป็นสมุดที่จดรายละเอียดสำคัญต่างๆ ทั้งธุรกิจที่ทำ เรื่องส่วนตัว เรื่องของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า และ ฯลฯ


          
photo dinrakfah




            พอจดข้อมูลที่เห็นจากในจอปุ๊บ ก็วางสมุดไว้อย่างนั้น เปิดไว้อย่างนั้นแหละ สักพัก พอเจอข้อมูลสำคัญ ก็เอื้อมมือไปหยิบ ปากกา และสมุด มาจดไว้ทันที  สมุดคงจะปิดตอนที่ปิดเครื่องและเก็บสิ่งของให้เข้าที่แล้วกระมัง


photo dinrakfah




            มาถึงกล่องที่เห็นนี้บ้าง เนื่องจากพี่แคทเป็นคนที่รักแมวอย่างมาก และเจ้าแมว ปิกัสโซ่ ก็แสนซนตามประสา แมวๆ  ซุกซนจนทำให้สัตว์ตัวเล็กๆในบ้าน ต้องตายไปบ้าง แบบนี้พวก หนู จิ๊กจก  ตุ๊กแก คงไม่เหลือในบ้านนี้แล้วมั้ง ด้วยความเป็นห่วงแมวตัวโปรด เลยตั้งกล่องสะสมบุญ กล่องทำบุญให้เจ้ากรรมนายเวรของ แมวตัวโปรด วางไว้ที่โต๊ะทำงานซะเลย เป็นสิ่งเตือนสติได้เป็นอย่างดี


            มองดูรอบๆห้อง ผลงานของแมว ปีกัสโซ่ ฝากร่องรอยไว้หลายที่ เปียโนของหลานของพี่กู๋ ปีกัสโซ่ก็ฝากรอยไว้แล้ว แต่พี่กู๋เอาไว้กดเทียบเสียง midi ตอนแต่งเพลง และร่องรอยอื่นๆในบริเวณบ้าน ยืนยันได้ว่า ปีักัสโซ่เค้าแสนซนจริงๆ





photo dinrakfah


photo dinrakfah




            เมื่อได้เจอตัวจริง มีโอกาสได้ลูบๆคลำๆ จนลืมถ่ายรูปไว้ เลยไปหยิบรูปที่พี่แคทถ่ายไว้ใน facebook ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า มาให้ดูแทน นี่แหละ แมวที่เห็นใน facebook แถมยังมี account ใน facebook คือ Picasso Atthakor (ดินรักษ์ฟ้า)  อีกด้วย ส่วนเค้าจะใช้ facebook ยังไง ก็ถามพี่แคทหลังไมค์ละกัน


            หลังจากนั่งบันทึกวิดีโอ ที่พี่แคทบอกเล่าเรื่องราวของในหลวง กับ 11 ภาพชุดล่าสุดเสร็จลง ก็ออกมานั่งทานข้าวเที่ยง แต่เป็นข้าวมื้อเช้าของคนบ้านนี้  กับข้าว 2 อย่าง เกือบหมดจาน เหลือนิดหน่อย พี่กู๋ก็หยิบทัพเปอร์แวร์เล็กๆมาใส่กับที่เหลือ คงเก็บไว้ให้ปีกัสโซ่ เวลา 3 ชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว นายบอนต้องรีบออกเดินทางแล้ว เพราะต้องเดินทางไกลไปที่อื่นต่อ พี่กู๋ขอตัวอาบน้ำก่อน จะรอได้่ไหม จะออกไปส่ง แต่เวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายโมงกว่าๆแล้ว เลยต้องสวัสดีร่ำลา แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า


photo dinrakfah


        บรรยากาศบริเวณบ้าน หรือ "รัง ของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า" ซึ่งเป็นภาพที่พี่แคท ถ่ายและนำไปเผยแพร่ลงใน facebook  ซึ่งติดสติกเกอร์ไว้เป็นสัญลักษณ์ที่รั้วบ้าน  บรรยากาศบริเวณบ้านร่มรื่นเพียงใด ดูเอาเอง




            พี่แคท ต้องขับรถออกมาส่งอีกครั้ง ออกจากบ้าน ก็ชี้ให้ดูว่า บ้านฝั่งตรงข้ามหลังนี้ล่ะ เป็นบ้านของคนเสื้อแดง คนละขั้วกันเลย แต่ก็สามารถคุยกันไ้ด้ เพราะเป็นคนรักแมวเหมือนกัน เรืองการเมืองจะไม่คุยกัน ขับรถออกมาเรื่อยๆ ผ่านร้านของสัตวแพทย์รักษาสัตว์ พี่แคทก็รู้จักเจ้าของร้านดี แต่ดื่มเหล้า เมาบ่อย เคยคิดจะเอาแมวมาตรวจดูอาการ แต่หลายครั้งที่กลับเข้าบ้านดึก ผ่านร้านนี้ทีไร เห็นนั่งดื่ม นั่งเมากันบ่อยๆ เลยไม่กล้าเอาแมวมาฝาก กลัวจะดูแลไม่้ดี เลยเอาไปให้สัตวแพทย์ที่คลินิกอื่นที่อยู่ไกล ดูแลให้ดีกว่า แล้วพาขับมาทางเส้นที่จะผ่านร้านลุงหนวด บอกให้สังเกตดูบ้าน ร้านคาร์แคร์ และอีกหลายจุด ที่เดี๋ยวนี้ ติดธงในหลวง เปิดตัวว่า รักในหลวงแล้วนะ แต่ก่อนไม่ค่อยติดธงเปิดเผยแบบนี้ ไม่รู้ว่า แถวนี้ พี่แคทถ่ายรูปไปเผยแพร่ใน "เรารู้จัก เราชื่นชม" หมดทุกบ้านหรือยัง แต่่คิดว่า คงยัง เพราะขนาดวินมอเตอร์ไซต์ที่ถนนเข้าหมู่บ้าน บอกว่าจะถ่ายรูป ก็ยังไม่ได้ถ่ายซักที ใกล้เกลือกินด่าง ประมาณนั้น


            พี่แคทขับรถมาโผล่ใกล้ๆทางลงสะพานพระนั่งเกล้า แ้ล้วแวะจอดส่งตรงสะพานลอยแรก ให้เดินข้ามไปขึ้นรถเมล์ต่อไปยังหมอชิต ได้ของฝาก ซึ่งมีหนังสือสามเล่มที่ฝากไปให้คุณลุงสุเวศน์ ที่จันทบุรีด้วย ส่งลงจากรถปุ๊บ พี่แคทก็ซิ่งรถจากไป พบกันใหม่โอกาสหน้า...