แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Knowledge of Volunteer แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Knowledge of Volunteer แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การทำงานจิตอาสาแบบ Co-creation ถอดบทเรียนจากกลุ่มดินรักษ์ฟ้า-กลุ่มเสบียง-กลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน

           รูปแบบการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม ในปัจจุบัน มีความหลากหลายทั้งรูปแบบและวิธีการ  แม้คนในสังคมจะมองว่า ผู้คนในยุคนี้ หาคนที่มีจิตอาสาค่อนข้างยาก แต่กลุ่มคนที่ทำงานจิตอาสาจริงๆ มักจะค้นหาคนมาร่วมงานได้เสมอ  มีวิธีการใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้นในการทำงานแบบจิตอาสามากมาย เ่ช่น การทำงานแบบ Co-creation ที่มีผู้สังเกตเห็นจากข้อมูล วิดีโอ บันทึกการเดินทาง และเรียกรูปแบบนี้ว่า Co-creation

            การทำโครงการจิตอาสา ,ค่ายอาสาพัฒนา, กิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบเดิมๆนั้น ทีมงานผู้ทำโครงการ จะเป็นคนคิด ออกแบบ วางแผน และดำเนินกิจกรรมทั้งหมด โดย กลุ่มเป้าหมาย เป็นเพียงผู้ร่วมโครงการ, ผู้สังเกตการณ์ และรอช่วยเหลือตามที่ทีมงานในโครงการจะขอความช่วยเหลือตามจังหวะเวลาเท่านั้น

            แต่ในการทำงานแบบ Co-creation  เ็ป็นการสร้างประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าของโครงการ และคนในพื้นที่ อย่างเช่น โครงการ ขอเป็นคนดีเพื่อพ่อหลวงครั้งที่ ๓ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 11 สิงหาคม 2554 ที่โรงเรียนวัดเขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เป็นการร่วมมือร่วมใจกันระหว่าง กลุ่มดินรักษ์ฟ้า เจ้าของโครงการ และกลุ่มเสบียง+กลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ และช่วยเหลือในการติดต่อประสานงานเรื่องต่างๆ

            Co-creation เป็นการทำงานแบบมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ได้ศึกษาการทำงาน ได้รู้จักตัวตน วัฒนธรรมการทำงานของแต่ละคน ได้เห็นวิธีคิด มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น

            ปกติ เมื่อทีมงานเจ้าของโครงการ ทำโครงการจิตอาสาในพื้นที่
                1. ติดต่อคนในพื้นที่ เพื่อทำโครงการ
                2. มาสำรวจพื้นที่ และทำโครงการ
                3. เสร็จโครงการ

            ถ้าเป็นแบบ Co-creation
                1. ติดต่อคนในพื้นที่ เพื่อทำโครงการ
                2. มาสำรวจพื้นที่ และมีกิจกรรมอื่นทำร่วมกัน สร้างมิตรภาพ
                3. เวลาผ่านไป แล้วกลับมาอีกครั้ง และทำโครงการ
                4. เสร็จโครงการ

                ขั้นตอนที่เพิ่มเข้ามา เป็นการสร้างประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งใช้เวลาในการสื่อสาร ติดต่อปฏิสัมพันธ์มากกว่าในแบบแรก แต่ไำด้กัลยาณมิตรที่เหนียวแน่นอีกด้วย

            รูปแบบของการกิจกรรม ขอเป็นคนดีเพื่อพ่อหลวง ครั้งที่ 3 ของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า ได้มีการตัดสินใจที่จะมาทำโครงการที่ชลบุรี ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2554 หลังจากเสร็จกิจกรรมครั้งที่ 2 โดยการร่วมกิจกรรมกับทางกลุ่มเสบียง และกลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน ที่เป็นเจ้าของพื้นที่

            การทำกิจกรรมอื่นๆร่วมกัน มีการเขียนบทเพลง ขอเป็นคนดีเพื่อพ่อหลวง และ ดินคือข้า โดยไก่ แมลง ส่วนประธานกลุ่มดินรักษ์ฟ้า ได้มาเยี่ยมเยือนและให้สัมภาษณ์ออกในรายการวิทยของสถานีวิทยุชุมชนบ้านห้วยขวาง ทำให้ได้รู้จักตัวตน อุดมการณ์ และความตั้งใจจริงของแต่ละฝ่ายมากขึ้น และกลายเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน นับจากวันนั้น

            เมื่อถึงช่วงเวลาจัดกิจกรรม ทำให้การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับการช่วยเหลือ ประสานงานอย่างอบอุ่น เต็มที่ จนมองเห็นความสำเร็จของกิจกรรมครั้งนี้ มากกว่าครั้งที่ผ่านมา
           
            การทำงานเพื่อสังคม จากคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ให้เวลาในการศึกษาเรียนรู้กันและกัน และร่วมมือกันทำงาน เหมือนเป็นการประสานพลังในการทำให้กิจกรรมดีๆเื่พื่อสังคม ประสบผลสำเร็จมากกว่า กิจกรรมในครั้งที่ผ่านๆมา

            ++++

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรียนรู้จาก Kat DinRakFah ย้อนมองที่มาเพื่อหาวิธีการของตัวเอง

            ทุกสิ่งในโลก คือ การเรียนรู้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่า จะสนใจ สังเกต และอยากรู้มากแค่ไหน ใน facebook ของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า หรือในเวบ "สุเวศน์  ภู่ระหงษ์"  suwet2487.blogspot.com  มีผู้เปิิดดูคลิปวิดีโอ ที่คุณคัทรียา (Kat DinRakFah) นั่งพูดรายละเอียดของภาพในหลวงแต่ละภาพ อย่างน่าฟังทีเดียว

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ http://suwet2487.blogspot.com/2011/06/4-video-30-19-2554.html


            มีคำถามว่า ที่มาที่ไป เป็นมาอย่างไร มีวิธีิอย่างไร ถึงเกิดการนำเสนอในรูปแบบนี้

            ย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2553 ช่วงที่มีการจัดกิจกรรมของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า เมื่อเสร็จกิจกรรมตามกำหนดการ คุณคัทรียา จะออกมากล่าวสรุปปิดท้าย และจะหยิบเรื่องราวความประทับใจของในหลวงมาพูดฝากทิ้งท้ายสั้นๆ ซึ่งมีการนำมาเขียนเผยแพร่ไว้ในเรื่อง
แง้มหัวใจของกลุ่มดินรักษ์ฟ้ากับ Kat Atthakor ดินรักษ์ฟ้า




            เมื่อบันทึกเล็กๆถูกเผยแพร่ออกไป มีคนเิกิดความประัทับใจในช่วงเวลานี้มากๆ ที่คุณคัทรียาพูดสั้นๆตอนปิดงาน.. แล้วทำัยังไง เธอถึงจะได้พูดในเรื่องแบบนี้ มากขึ้น จะต้องจัดกิจกรรมทุกสัปดาห์ให้เธอพูดอย่างนั้นหรือ

            ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น.....   เรื่องในหลวง  พูดตอนไหนก็ได้ เพราะคนไทยรักในหลวงตลอดเวลา ไม่ได้รักเฉพาะตอนจัดกิจกรรม!!!


                คุณคัทรียาก็อยากที่จะถ่ายทอดเรื่องราวในหลวงในรูปแบบและข้อมูลที่เธอต้องการนำเสนอ มีข้อมูลเยอะอยู่แล้ว ..งั้น ก็พูดออกมา

            ใน facebook เธอสะสมและสรรหาภาพในหลวงไว้เยอะ  นำมาโพสต์ให้คนไทยหลายคนได้ชมกันทุกวันพร้อมข้อความอธิบายประกอบภาพด้วย แต่ก็ทำได้จำกัด เพราะเธอยอมรับว่า ภาษาไทยของเธอไม่คล่องเท่าภาษาอังกฤษ แต่ช่วงปิดงาน เธอพูดได้ประทับใจ

            *** ต้องการให้พูด ไม่ต้องการให้เขียน เพราะพูดได้ประทับใจกว่า

            เมษายน 2554 จึงออกแบบโครงการเฉพาะกิจ ให้เธอคัดเลือกภาพในหลวง ที่คิดว่าอยากจะถ่ายทอดเรื่องราว แล้วมานั่งเล่าให้ฟังว่า ภาพนี้มีเรื่องราวยังไง จึงเห็นเธอนั่งดูภาพแล้ว พูดเกี่ยวกับภาพนั้น หลังจากการเรียบเรียงข้อมูลมาเป็นอย่างดี

            การได้พูดเป็นการกลั่นกรองเรียบเรียงคำพูดออกมาเป็นเรื่องราวให้คนฟังเข้าใจ แต่อีกส่วนที่สำคัญ คือ คำถามที่ถามเพื่อให้ขยายรายละเอียดเพิ่มเติม  เพราะคนพูดรู้ข้อมูลดีอยู่แล้ว แต่คนอื่นไม่ได้รู้มากเท่ากัน จึงต้องถามขยายความ เพื่อให้ตอบข้อมูลได้ชัดเจนมากขึ้น

            จากครั้งแรก มาครั้งที่สอง และครั้งที่ 3 ที่จันทบุรี ดังวิดีโอที่ได้ชมทางอินเตอร์เนต ภาพที่เธออธิบาย  ถูกบันทึกเป็นวิดีโอ ลง youtube ให้คนอื่นได้ชมด้วย และมอบหมายให้ อ.สุเวศน์ ได้ช่วยเขียนบรรยายเรื่องราวเป็นบทกวี เพื่อนำไปใช้เผยแพร่ต่อไป

            ดังนั้น ภาพที่เห็นคุณคัทรียา นั่งชูภาพแล้วพูดถึงเรื่องราวในหลวง จึงเป็นเหมือนการพูดเรื่องราวในหลวงตอนกล่าวปิดงาน แต่ให้เวลาพูดมากขึ้น และนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น อีกทั้งตัวเธอได้พัฒนาและรู้ถึงศักยภาพของตัวเองที่ซ่อนอยู่ว่า ทำอะไรได้มากกว่าที่คาดคิด เผยแพร่เรื่องราวของในหลวงไ้ด้มากกว่า การพูดในช่วงเวลาสั้นๆ ตอนกล่าวปิดงาน หรือ มากกว่าการโพสต์รูปภาพใน facebook เท่านั้น

            และยังทำให้เกิดกิจกรรมอีกหลายอย่างที่คงจะไม่เคยคิดมาก่อนว่า จะเิกิดขึ้นได้

            จุดสำคัญของบทเรียนนี้ คือ
            - การมองหาคุณค่าในสิ่งที่มีอยู่
            - การหาช่องทางพัฒนาคุณค่าที่มีนั้น ให้โดดเด่นมากขึ้น

            อย่างน้อย นอกจากการได้เห็นวิดีโอในเวบแล้ว ยังกลายเป็น VCD แบ่งปันให้ผู้สนใจ กล่มฮักราชาได้นั่งดู จนเกิดคำถามเพื่อการเรียนรู้่า ที่มาที่ไปและวิธีการคิดงาน คิดอย่างไร เพื่อที่จะเป็นความรู้ในการออกแบบ คิดรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มของตนต่อไป

ผู้นำ อาสาสมัครจิตอาสา ปัญหาทางใจและหนทางแก้ไข : บทเรียนจากกลุ่มดินรักษ์ฟ้า

             ในกิจกรรมจิตอาสา งานเพื่อสังคมที่มีคนมาร่วมงานกันด้วยใจ บางครั้ง   ผู้ร่วมงานมีปัญหากระทบกระทั่งขัดแย้งกัน เกิดปัญหาทางใจ จนวันหนึ่ง ผู้นำของกลุ่มสังเกตพบความผิดปกติที่เกิดขึ้น...... ปัญหาต่างๆถือว่าเป็น บทเรียนรู้ ให้ได้แก้ไขและจะทำให้รู้จักมุมมองและศักยภาพของตนเองว่า มีความสามารถแก้ปัญหาได้อย่างไร

            ในช่วงเวลาี่ที่สมาชิกกลุ่มได้ร่วมกิจกรรมกัน ได้รู้จักตัวจริงของเพื่อนที่เคยเห็นใน facebook มิตรภาพดำเนินไปด้วยดี แล้วจู่ๆ มีสมาชิกบางส่วน เกิดเรื่องขัดแย้งกันผ่านการสนทนาทาง facebook ทำให้ฝ่ายหนึ่ง เงียบไป เพราะเกิดความไม่พอใจจากประเด็นความขัดแย้งที่้เกิดขึ้น
          
            ผู้นำกลุ่มสังเหตเห็นความผิดปกติ พยายามโทรไปสอบถามฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่มีการรับสาย วันเวลาผ่านไปครึ่งเดือนจึงโทรไปสอบถามตรงๆอีกครั้ง คราวนี้ ฝ่ายนั้นรับสาย และบอกเหตุผลและความรู้สึกออกไป



            ในทุกงาน ย่อมจะมีการกระทบกระทั่ง ขัดแย้งเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ แต่ทุกเรื่องล้วนสร้างความเสียหายต่อความรู้ึสึกทั้งสิ้น วันเวลาที่ผ่านไป มีโอกาสทำให้ความขัดแย้งนั้นขยายตัวได้มากขึ้น
          
            เจอปัญหาแบบนี้ เป็นใครก็อึดอัด

            หลักการแก้ไขที่หลายคนเห็นตรงกัน คือ เคลียร์ปัญหาให้หมดไป หลายครั้งที่ความเข้าใจของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน หลายครั้งที่เป็นเรื่องเล็กนิดเดียว แต่ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกัน ดังนั้น ถ้าผู้นำมีโอกาสสอบถาม จนรู้เรื่องราวคร่าวๆ  สามารถที่จะใช้ความพยายามพูดคุยไกล่เกลี่ยแต่ละฝ่ายให้เข้าใจกัน ปัญหาก็จะยุติลงไปได้

            เมื่อสังเกตพบความผิดปกติ หากเป็นไปได้ ต้องหาทางเคลียร์ปัญหาให้ยุติลงโดยเร็ว ใช้ช่องทางสื่อสารต่างๆ ทั้งโทรศัพท์ อีเมล์ SMS การส่งข้อความส่วนตัว ในการแจ้งข้อมูล หากไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเกินไป ก็จะยุติลงได้

            หลายครั้งที่คนเป็นผู้นำก็คิดไม่ิิออกเหมือนกันว่า จะเคลียร์ปัญหายังไง เพราะมาเป็นผู้นำทำงานกลุ่มจิตอาสา ไม่ได้เข้ามาเป็นกรรมการห้ามมวย เมื่อคิดไม่ออก ก็หาที่ปรึกษา มีคนช่วยคิด จะได้แนวทางที่เหมาะสมนำมาแก้ไขปัญหาได้เอง

            แต่หากประเมินดูแล้ว ทั้งสองฝ่ายยากจะคืนดีกัน เพราะปัญหามันซับซ้อนเกินกว่าความสามารถที่จะเข้าไปเคลียร์ได้ ก็ควรดูแลไม่ให้ทั้งสองฝ่ายได้ประทบกระทั่งกันในระหว่างการทำงาน การตัดสินใจของทั้งสองฝ่ายในเรื่องความขัดแย้ง ก็คงจะเข้าไปยุ่งด้วยไม่ได้ แต่ที่ทำได้คือ การมอบหมายงานที่มีเป้าหมายร่วมกัน การให้ข้อคิดเตือนสติที่เป็นประโยชน์ ให้แต่ละฝ่ายค่อยๆคิดเอง ตัดสินใจด้วยตัวเอง

            หากเกิดการตัดสินใจ ในทำนอง ไม่ขอมาร่วมงานกับกลุ่มอีกต่อไป , ไม่ยอมมาร่วมงาน ฯลฯ หลังจากที่ได้พยายามเตือนสติ ให้เหตุผลแล้ว แต่ยังคงยืนยันในการตัดสินใจเช่นนั้น นั่นคือ สิทธิของแต่ละฝ่าย ... หากพิจารณาแล้วเห็นว่า เกินความสามารถจะเคลียร์ปัญหา ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น เหมือนความเป็นไปของโลก ไม่มีใครอยากให้เกิดแผ่นดินไหว, น้ำท่วม, เกิดสงคราม, เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามธรรมชาติ ขอให้ตัวเราปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงให้ดีที่สุด

            เมื่อเกิดปัญหา การคิดในแง่บวกก็ดีเหมือนกันว่า ส่วนหนึ่งเป็นบททดสอบตัวตนของผู้นำเองว่า เราเข้มแข็งเพียงใด สามารถเป็นหลักให้ผู้ร่วมงานได้ดีแค่ไหน การร่วมงานกับคนที่มีจิตอาสามาร่วมงานด้วยใจนั้น ต่างกับคนที่ทำงานในบริษัท ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในการทำงานจิตอาสา ก็ดีอยู่แล้ว ดีตั้งแต่มีโอกาสได้มาเจอกัน และร่วมงานกัน

            ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์อย่างไร การคิดบวก สำคัญที่สุด จะทำให้ทุกอย่างคลี่คลายในทางที่ดีได้กว่าการคิดลบ

            ...บทเรียนแต่ละเรื่อง ใช้เติมความรู้ มุมมองใหม่ๆและพัฒนาตนเองได้เสมอ

ความเปลี่ยนแปลงที่ต้องพัฒนาเมื่องานจิตอาสาขยายตัว : บทเรียนจากกลุ่มดินรักษ์ฟ้า

            ในการทำงานจิตอาสาต่างๆ ซึ่งทำด้วยศรัทธาและหัวใจ มีเป้าหมายชัดเจนว่า  ทำเพื่อสิ่งใด ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มดินรักษ์ฟ้า ปวงประชารักในหลวง เป้าหมายหนึ่งคือ การเผยแพร่เรื่องราวของในหลวง เพื่อเป็นต้นแบบ แรงบันดาลใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยว ศูนย์รวมใจ ให้คนไทยเป็นคนดี ดำเนินตามรอยของพ่อหลวง ฯลฯ


            จากวันที่เริ่มต้น ตัดสินใจเริ่มทำงานจิตอาสา จากวันแรก ทุกความคิด ทุกสิ่งที่ลงมือทำ เป็นมาตรฐาน แนวทางการทำงานของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า


            จากวันแรก ผ่านไปหลายวัน หลายเดือน จนครบปี ผู้คนรู้จักกลุ่มดินรักษ์ฟ้ามากขึ้น เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ในเป้าหมาย อุดมการณ์ มีคนตอบรับมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วความเปลี่ยนแปลงก็เข้ามาเยือนตามวันเวลาที่ผ่านไป


            เมื่อคนมากขึ้น มีรายละเอียดมากขึ้น  ถึงแม้วิธีการเดิมๆ ที่เป็นรูปแบบที่ลงตัวและดีที่สุดแล้ว แต่มันเหมาะสมสำหรับช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป เกิดความเปลี่ยนแปลง มีคนเข้าร่วมติดตามข้อมูลมากขึ้น ก็ต้องใช้เวลามากขึ้น


            รูปแบบการทำงานของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า ช่องทางหนึ่ง คือ การเผยแพร่เรื่องราวของในหลวงทั้งวิดีโอ,ภาพถ่าย, เรื่องราวพระราชกรณียกิจผ่าน facebook โดยการ tag บุคคลที่เข้ามาเป็นเพื่อน เพื่อให้ข้อมูลถูกเผยแพร่ออกไป การ tag แต่ละครั้งก็ต้องใช้เวลากดตัวอักษร ไล่เรียงให้ครบหรือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้




            account หรือ บัญชีผู้ใช้งาน มีการใช้หลายบัญชี เพื่อแยกกลุ่มเป้าหมาย แยกประเด็นให้ชัดเจน จึงต้องใช้เวลามากในการทำงานเผยแพร่ทุกๆวัน เรียกได้ว่า ชีวิตนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอด


            เมื่อมีคนเห็นด้วย สนใจในสิ่งที่กลุ่มดินรักษ์ฟ้าเผยแพร่มากขึ้นๆๆๆๆ วิธีการและระยะเวลาที่ใช้ในการเผยแพร่เมื่อ 6 เดือนก่อน ในวันนี้ จะต้องใ้ช้เวลามากขึ้นกว่าเดิม


            ถ้าเทียบกับธุรกิจ บริษัท ห้างร้านต่างๆ เมื่อกิจการขยายตัว เติบโตขึ้น ก็จะต้องรับพนักงานเพิ่ม ซื้ออุปกรณ์เครื่ืองจักรเพิ่ม แต่งานจิตอาสา ทำด้วยใจ ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนเป็นตัวเงินเหมือนบริษัท ห้างร้านต่างๆ นอกจาก ทุนส่วนตัวหรือได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่อยากมีส่วนร่วม / มีความคิดเห็นตรงกัน อยากเห็นโครงการนี้ประสบความสำเร็จเป้าหมาย


            คนทำงานตัวหลักก็คิด แต่สิ่งที่กำลังทำอยู่ รับผิืดชอบอยู่ ก็แทบจะไม่มีเวลาให้ปลีกตัวไปพัฒนา หาคนที่มีจิตอาสามาร่วมทีมได้อีกแล้ว เวลาว่างที่พอจะมีก็เป็นเวลาพักผ่อน เวลาส่วนตัวก็มีเหลือน้อยอยู่แล้


            แต่คนที่ทำงานจิตอาสาไม่ได้มีเท่านั้น ถ้ารู้ปัญหาก็จะหาทางช่วยเหลือสนับสนุน ไม่ใช่คนทำงานตัวหลัก แต่ก็พร้อมที่จะช่วยเสริม เติมเต็มในส่วนที่ขาดได้ แต่คนทำงานตัวหลัีก หลายครั้งที่ไม่รู้จะสื่อสารออกมาอย่างไร


            สิ่งที่ควรทำต่อไป เมื่อวันเวลาเปลี่ยนแปลง หลายอย่างเพิ่มขึ้น  คือ  การพัฒนาระบบบริหารจัดการ ให้มีอาสาสมัครที่ดี และเพิ่มจำนวนอาสาสมัครให้มากขึ้น กว่าจะได้จุดนั้นมา ก็ต้องมีการสื่อสาีรที่ดี สร้างคุณค่าให้ลึกซึ้ง ขยายผลต่อสาธารณะ


            เขียนให้อ่านแบบนี้ ฟังดูดีนะ เหมือนจะเข้าท่า แต่จะทำอย่างไรล่ะ ??  ในตอนต่อไปจะเล่าให้ฟังถึงสิ่งต่างๆที่เพิ่มเติมเข้ามาในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นับต่อจากนี้ ย่อมจะคิดต่อยอดไปได้ว่า จะพัฒนาอย่างไรต่อไป


            ช่วงเวลาที่ผ่านไป หลายสิ่งหลายอย่างได้เริ่มมีการพัฒนาไปเรื่อยๆแล้ว

ลมหายใจของคนทำงานกลุ่มดินรักษ์ฟ้า เมื่อใกล้ถึงวันทำโครงการขอเป็นคนดีเพื่อพ่อหลวง #3

            ความสุขใจของคนทำงานเพื่อสังคม คือ การได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจอย่างเต็มพลังความสามารถ และได้เห็นสิ่งที่คิด สิ่งที่ลงมือกระทำ บังเกิดผลงานขึ้นมาจริงๆ

            ชาวกลุ่มดินรักษ์ฟ้าใช้    facebook เป็นช่องทางในการสื่อสารหลัก เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่เข้าถึงกลุ่มผู้สนใจได้มากที่สุด  และมีผู้ตอบรับมากที่สุด ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลในช่องทางอื่นๆ เช่น เวบไซต์ blog ยังไม่ได้มีการทุ่มเทในช่องทางเหล่านั้น ซึ่งคนทำงานที่มีน้อย ทำได้เพียงเท่านี้ ก็ถือได้ว่า ทุ่มเทสุดกำลังแล้ว

            โครงการ ขอเป็นคนดีเพื่อพ่อหลวง ครั้งที่ 3 เหมือนเป็นงานบุญประจำปีของกลุ่ม เหมือนเป็นการสร้างผลงานให้เกิดขึ้นในโลกจริงๆ หลังจากกลุ่มดินรักษ์ฟ้าเพียรพยายาม เผยแพร่ข้อมูล เรื่องราวของในหลวงในแบบวันต่อวัน อย่างต่อเนื่องตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

            ณ วันนี้ 23 กรกฏาคม 2554 อีก 20 กว่าวัน ก็จะถึงวันจัดงาน ขอเป็นคนดีเพื่อพ่อหลวง ครั้งที่ 3 ที่โรงเรียนวัดเขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มีการประชาสัมพันธ์ทาง facebook ทุกวัน หลายท่านได้่ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนร่วมกิจกรรมหลายราย ในส่วนของคนทำงานตัวหลักๆ โดยเฉพาะ ประธาน+รองประธานกลุ่ม มีการเตรียมงานอย่างหนัก ตามแผนงานที่วางไว้ สำหรับทั้งสองท่านนี้ แน่นอนอยู่แล้วว่า ทุ่มเทมากขนาดไหน

            มาดูคนทำงานอีกคนหนึ่ง ที่ร่วมทำงานตั้งแต่แรกเริ่ม จนถึงปัจจุบัน เขามักจะมีบทบาทอยู่เบื้องหลังมากกว่าเบื้องหน้า "KOKO รักในหลวง"   คือ ชื่อที่เขาใช้ใน facebook

            มองดูลมหายใจในการทำงานของเขา จากหน้า facebook ของเขานั่นเอง

koko facebook

koko facebook


            แทบไม่ต้องบอกเลยว่า โครงการนี้มีความสำัคัญกับเขามากแ่ค่ไหน เมื่อได้เริ่มต้นบุกเบิก ร่วมสร้างโครงการขอเป็นคนดีเพื่อพ่อหลวง ตั้งแต่เริ่มต้น ข้อมูลทุกอย่าง เท่าที่หาได้ จึงถูกหยิบมาเรียกน้ำย่อย ให้ผู้สนใจดูชม ก่อนถึงวันที่ 11 ส.ค.2554

            เมื่อหลายคนมีโอกาสได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ คาดหวังว่า พวกเขาเหล่านั้น จะมีลมหายใจของคนทำงาน เหมือน KOKO รักในหลวง บ้างสักวันหนึ่ง  แม้ไม่ได้ร่วมกิจกรรม แต่การได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเ็ป็นช่องทางใด วิธีการใดที่สามารถมีส่วนร่วมได้ และมีลมหายใจที่เฝ้าติดตามผลงานที่กำลังเกิดขึ้น ก็นับเป็นผลสำเร็จที่มีคุณค่ายิ่งของกลุ่มดินรักษ์ฟ้าแล้ว

            นอกจาก ดิน จะ "รักษ์ฟ้า" แล้ว ยังรัก ในสิ่งต่างๆที่ทำให้เกิดการ "รักษ์ฟ้า" อีกด้วย

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การสร้างคนให้รู้สึกรัก.. เป็นเจ้าของ มีจิตอาสาในกิจกรรมเพื่อสังคม

            เวลาที่มีการรวมตัวเป็นกลุ่ม ชมรม ทำงานเพื่อสังคม มอบสิ่งที่ดีให้สังคม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเป็นตัวเงิน กิจกรรมแบบนี้หลายคนชื่นชม ยกย่อง พร้อมสนับสนุน เห็นดีด้วยทุกอย่าง  แต่มีข้อจำกัด คือ ทุกคนที่อยากมีส่วนช่วยเหลือนั้น มีเวลาว่างไ่ม่ตรงกัน ติดภาระกิจบ้าง บางคนอยากจะช่วยแต่ไม่รู้จะช่วยตรงไหน ดูเหมือนว่า สิ่งที่รู้เ๊่กี่ยวกับกิจกรรมที่เห็นและทำกันอยู่ ตัวเขาไม่มีความสามารถ ไม่รู้จะทำและช่วยแบบไหนดี งั้นขอให้กำลังใจดีกว่า เพราะไม่มีความสามารถ ไม่เก่งเท่าคนที่กำลังทำ                   

            ถ้าหลายคนคิดแบบนี้ กิจกรรมคงไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วย เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถ

            เจ้าของ.. ผู้ริเิ่ริ่มโครงการ ผู้ก่อตั้งกลุ่มก็อยากได้คนมาช่วยงานเยอะๆ เมื่อบอกเป้าหมาย แนวทางไป มีคนเห็นด้วยเยอะมาก แต่ทำไมคนที่มาช่วยงานจริงๆ กลับมีจำนวนน้อยกว่าคนที่บอกว่าเห็นด้วย??

            เมื่อเรามีสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถ บอก นำเสนอข้อมูลให้้คนที่สนใจเข้ามาสัมผัสสิ่งดีๆ อย่างใกล้ชิดได้ ได้แต่มองอยู่ห่างๆแล้วชื่นชม ก็ถือว่า ยังไม่ได้สัมผัสและัได้ประโยชน์จากสิ่งดีนั้น

            ถ้าการทำกิจกรรมต่างๆ เราทำให้คนที่บอกว่า สนใจ อยากช่วยเหลือแต่คิืดว่าตัวเองไม่มีความสามารถเท่ากับบุคคลที่กำลังทำงานนั้นอยู่ ถ้าทำให้บุคคลเหล่านี้ เกิดความรู้สึกว่า เราก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน เราจะเข้ามาช่วยทุกอย่างเท่าที่ำทำได้ แบบนี้จะได้คนเข้ามาทำกิจกรรมมากขึ้น ไม่ใช่แค่คิด "ว่าจะทำ" แต่ไม่ได้ทำสักที

            งั้นมาสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ สร้างความรัก ความผูกพัน และความคิดที่ว่า ต้องร่วมมือร่วมใจกันทำให้เกิดขึ้นดีกว่า

            หลายคนมักจะมีข้ออ้างไว้ก่อนว่า ไม่สะดวก ไม่พร้อม สุขภาพไม่ดี ติดงานในช่วงเวลาไหนบ้าง นั่นเป็นความจำเป็นในหน้าที่การงานของแต่ละคน บางคนอ้างว่า ไม่ีมีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ มีแต่คำว่า "ไม่" เต็มไปหมด ถ้าเปลี่ยนจาก "ไม่" เป็น "ได้" คงจะดีไม่น้อย

            ตัวอย่างเช่น การเตรียมงานกับกิจกรรมทีกำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ มีขั้นตอนการเตรียมงานหลายอย่าง ตั้งแต่เวทีจัดกิจกรรม, เรื่องของป้ายเวที , รูปแบบกิจกรรมบนเวที ฯลฯ คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน ยังไงก็คิดไม่ออก คิดว่า คงช่วยเรื่องนี้ไม่ได้ แต่เราสามารถสร้างคนให้เรียนรู้สิ่งต่างๆจากขั้นตอนการเตรียมงานได้




            การออกแบบเวที, การออกแบบป้าย, เมื่อออกแบบร่างไว้แล้ว ถ้านำไปสอบถามความคิดเ้ห็นกับคนที่กำลังจะเข้ามาร่วมงานแต่เขาคนนั้นบอกว่า ไม่มีความสามารถ  ให้สอบถามความคิดเห็นว่า ออกแบบป้ายแบบนี้ ดีไหม สีใช้ได้หรือไม่ ระหว่างใช้สีเขียวกับ สีน้ำตาล สีไหนน่าจะดีกว่ากัน ตัวหนังสือที่ใช้ ถ้าตัดคำนี้ กับเอาไว้อย่างเดิม แบบไหนจะเข้าท่ากว่ากัน

            ถึงแม้ว่า คนที่ไปสอบถาม จะไม่มีคำตอบให้ หรือ ให้คำตอบที่ไม่ได้ช่วยในงานนั้นมากนัก เพราะคนทำก็มีคำตอบไว้แล้ว แต่นั่นคือ การปูพื้นการสอนงาน ปลูกฝังแนวคิด ให้เขาคนนั้นรู้ว่า คุณคิด วางแผน ออกแบบ เตรียมงานอย่างไร เพื่อให้เขารับรู้ เกิดความสนใจ หรือ ช่วยตัดสินใจ  อย่างน้อย ได้มีส่วนร่วมแล้ว ถ้าเขามีความสนใจมากขึ้น จะสอบถามสิ่งที่สงสัยเพิ่มเติม เช่น ทำไมถึงออกแบบอย่างนี้ คุณก็สามารถบอกแนวคิดของคุณไป หรือถ้าเขาไม่ถาม คุณก็เล่าให้เขาฟังก็ได้ เขาจะซึมซับวิธีคิด วิธีการออกแบบ และรูปแบบการทำงานของคุณไปเรื่อยๆ จากที่ไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ ก็จะเริ่มรู้เรื่อง มีข้อมูลเพิ่มขึ้น

            จะเ็ป็นสิ่งที่จะทำให้ เขามั่นใจมากขึ้นว่า เขา "สามารถ" ข่วยในกิจกรรมนั้นได้ จากเดิม ที่คิดว่า "ไม่สามารถ" ตลอด

            มีตัวอย่างจากบางกลุ่มคนทำงานทำกิจกรรมเพื่อสังคม ประธานกลุ่มมีญาติี่พี่น้อง คนรู้จักที่อยู่ใกล้ๆกันสนใจในกิจกรรมนี้ แต่ไม่ค่อยมีเวลามาร่วมทำกิจกรรมภาคสนาม เพราะเวลาว่างไม่ตรงกัน แต่ผู้ก่อตั้งกลุ่มสามารถเติมประสบการณ์ วิธีคิดในการเตรียมงาน ให้ญาติพี่น้อง คนใกล้ชิดของคุณ เกิดความรู้สึกรัก เป็นเจ้าของ มีส่วนร่วม แม้ว่าจะไม่สะดวก ไม่สามารถมาร่วมกิจกรรมได้เลย แต่เขาสามารถ "พูดแทนคุณ" บอกกับเพื่อนๆ คนรู้จัก ให้เข้ามาร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม  ทำงานในส่วนที่ไม่ต้องออกต่างจังหวัด เพราะไม่สะดวก แต่ถ้ารู้ข้อมูล คิด ตัดสินใจ รู้แนวทางเหมือนประธานกลุ่ม ก็เหมือนเป็นมันสมองที่สำคัญ ที่จะช่วยเหลือ ผู้นำกลุ่มได้เป็นอย่างดี

            รูปแบบการทำกิจกรรม ไม่มีรูปแบบตายตัว สามารถที่จะปรับรูปแบบให้เหมาะสมได้ตลอด การที่ให้ข้อมูล ประสบการณ์ วิธีคิด หรือ การสร้างคนขึ้นมา แม้จะเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะจะทำให้ได้มุมมองใหม่ๆที่หลากหลาย แม้บางครั้ง คนทำงานตั้งแต่แรกเริ่ม อาจจะไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่า สิ่งที่เคยทำมานั้น ดีที่สุดแล้ว ดีที่สุดแล้ว  แต่คนใหม่ๆ ที่เสนอความคิดออกมานั้น เมื่อต้องลงมือคิด หรือทำจริงๆ เขาจะต้องคิดหาวิธีการทำให้สิ่งนั้น สามารถทำออกมาได้จริง การได้พบอุปสรรค ติดขัดบ้างนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ได้ร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา ได้มาตรฐานรูปแบบใหม่ๆ ที่จะปรับปรุงการทำงานใ้ห้ดีขึ้น


ภาพชมรมจิตอาสารุ่งอรุณ

            แทนที่จะเหนื่อยอยู่แค่ไม่กี่คน เมื่อสร้างคนใหม่เพิ่มเข้ามาช่วยงาน ประธานกลุ่มจะได้มีเวลาในการวางแผน ตรวจสอบผลงานว่า เป็นไปตามเป้าหรือไม่ คนที่ลงมือทำงานในแต่ละขั้นตอน อาจจะมองไ่ม่เห็นจุดบกพร่อง แต่ถ้ามีคนมาร่วมทำงาน แล้วหัวหน้ากลุ่ม ประธานกลุ่มปเ็นคนคอยกำกับดูแล  รวบรวม ตรวจสอบ ใช้มันสมองตัดสินใจอย่างเดียว จะมีเวลาในการดูแลผลงาน + ดูแลคน ซึ่งการดูแลรักษาน้ำใจคนที่มาร่วมงานนั้น  เป็นส่วนที่สำคัญมากกว่าการดูแลวัตถุ เพราะวัตถุ จะทำอย่างไรก็ได้ จะสร้าง จะทิ้งขว้าง แบบไหนก็ได้ แต่คน ทำให้เกิดผลงาน เกิดมิตรภาพ เกิดสิ่งดีๆขึ้น การใช้เวลาในการดูแลคน สร้างคนพร้อมสร้างผลงานไปด้วย จึงมีค่ามากกว่า เน้นสร้างผลงานอย่างเดียว

            เมื่อสร้างคน มีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ไปไหนไปกัน กี่เป้าหมายที่คิดจะทำ ย่อมไม่ยากเกินฝัน

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เปิดเผยเพื่อเรียนรู้ สร้างคนจิตอาสา ตัวตายตัวแทน

            มีคนทำงานเพื่อสังคม บ่นเสมอว่า หาคนที่มีจิตอาสายากเหลือเกิน โดยเฉพาะคนที่พร้อมร่วมกิจกรรมไปทุกที่ แม้ทุกกิจกรรมจะมีประโยชน์ ทำเพื่อชุมชน สังคม ไม่หวังเม็ดเงินหรือผลกำไร คนที่มาร่วมกิจกรรมอยู่แล้วก็เข้าใจเจตนารมย์เป็นอย่างดี แต่ทุกคนก็มีข้อจำกัดในเรื่องเวลา ภาระหน้าที่การงาน ที่ไม่ว่างตรงกันบ้าง


            ทำให้ดูเหมือนว่า คนที่มีจิตอาสา มีน้อยลงไปทุกที เพราะคนที่คุ้นเคย ทีมงานคนสำคัญ ว่างบ้าง ไม่ว่างบ้าง


            ในการทำงานทุกขั้นตอน ย่อมมีทั้งปัญหา อุปสรรค บางครั้ง งสะดวก ราบรื่นในการทำงาน ทีมงานคนสำคัญของกลุ่ม / แกนนำในกลุ่มอยากให้งานสำเร็จ ตามที่ตั้งใจไว้ อยากให้เรื่องราว ความสำคัญในการทำงาน ถูกเผยแพร่ออกไป มากกว่า การทำปัญหาและอุปสรรค เผยแพร่ออกไป ให้ขายขี้หน้าชายประชาไปเปล่าๆ





            "ถ้าเผยแพร่เรื่องที่เป็นปัญหาออกไป มันจะทำให้กลุ่มคนทำงานเสื่อมเสียชื่อเสียง เสียภาพพจน์ความไว้วางใจได้นะ ไม่ควรเผยแพร่เ็ป็นอย่างยิ่ง"


            ในโลกของการเรียนรู้ ปัญหา และอุปสรรค คือ มหาวิทยาลัยชีวิตที่ไม่ต้องไปเข้าคอร์สเรียนที่ไหน แต่เป็นการรวมพลัง รวมมันสมองของทุกคน ในการร่วมมือกันก้าวข้ามปัญหา อุปสรรคนั้นไปให้ได้


            "มันเป็นการฝึกคนให้ใช้สมอง ขบคิดหาทางแก้ปัญหา แล้ววิธีการแก้ปัญหานั้นๆ คุณสามารถนำไปสอน ไปแนะนำ กำหนดเป็นมาตรฐานการทำงานต่อไปได้ เพราะวิธีการนั้นได้ผ่านการขบคิด ลองผิดลองถูกจนเกิดผลงานออกมาแ้ล้ว"


            เรื่องราวการทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งความสำเร็จและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย แต่อีกมุมหนึ่ง ทำให้คุณเห็นว่า ใครมีความคิดดีๆ กระืตือรือร้น ช่วยคิด ช่วยหาทางแก้ไขปัญหานั้น ใครมีความรู้ มีแนวทาง หรือไม่มีความคิดอะไรเลย จึงนิ่งเฉย





            ถ้ารู้จักพลิกวิกฤติให้เ็ป็นโอกาส ปัญหาและอุปสรรค นำมาใช้สร้างคนที่มีจิตอาสาเพิ่มขึ้นได้ เมื่อมีเป้าหมายร่วมกัน ย่อมพร้อมใจจับมือฝ่าฟันอุปสรรคก้าวไปยังจุดหมายนั้น ช่วงเวลาแบบนี้แหละที่สามารถสร้างตัวตายตัวแทน สร้างคนที่จะมารับหน้าที่กิจกรรมนั้นต่อไป โดยไม่ต้องพร่ำบ่นว่า ทำไมหาคนจิตอาสายากเหลือเกิน เอ้า ก็คุณไม่เคยคิดที่จะสร้างคนจิตอาสาจากการทำงานในแต่ละขั้นตอนของคุณเองนี่นา


            ดังนั้น ทุกขั้นตอนของชีวิต ทุกขั้นตอนการทำงาน ไม่ว่าดีหรือร้าย สามารถทำให้เกิดผลงาน ผลผลิตได้เสมอ ขึ้นอยู่กับว่า คุณเป็นคนที่คิดบวกหรือเปล่า !!!

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

น้ำใจของสาวผมหยิกบนรถเมล์ฟรีสาย 3

          
            ภาพที่เห็นเป็นภาพบนรถเมล์ฟรีสาย 3 ที่จอดที่ท่ารถ ขสมก. ที่หมอชิต เมื่อเวลา 20.42 น. วันที่ 1 ก.ค.2554 เป็นรถเมล์ที่วิ่งจากหมอชิต - จตุจักร - สะพานควาย - ประดิพัทธิ์  - เกียกกาย - เทเวศร์ - สนามหลวง - คลองสาน





            สาวผมหยิกเดินขึ้นมานั่งที่เบาะตรงหน้า เห็นแต่ผมของเธอในมุมกล้องพอดี


            เมื่อรถเมล์แล่นออกจากหมอชิตแวะรับผู้โดยสารตามป้ายรถเมล์ต่างๆ จนที่นั่งเต็ม มีผู้โดยสารเป็นสตรีสูงวัย ถือสัมภาระค่อยๆเดินขึ้นมาเพื่อหาที่เกาะ เมื่อสาวผมหยิกมองเห็น ก็รีบลุกจากเก้าอี้ เชื้อเชิญให้สตรีสูงวัยมานั่งทันที แล้วเธอก็ยืนอยู่ข้างๆ


            พอถึงป้ายที่สตรีสูงวัยจะต้องลง ก็ลุกขึ้นค่อยๆเดินไปที่ประตู สาวผมหยิกเห็นคุณลุงคนหนึ่งยืนเกาะราวจับอยู่ใกล้ๆ จึงเอามือไปสะกิดแขนคุณลุง เชื้อเชิญให้คุณลุงมานั่ง คุณลุงมองหน้ายิ้ม แล้วพยักหน้าปฏิเสธ ให้เธอนั่งดีกว่า เธอจึงกลับมานั่งที่เดิม เอนหลังนั่งสบายๆ จนถึงป้ายที่เธอจะต้องลง


            มองเห็นน้ำใจของสาวน้อยผมหยิกคนนี้ ที่นั่งเก้าอี้เกือบหลังสุดของรถเมล์ แต่มีความกระตือรือร้น สละเก้าอี้ให้ผู้สูงอายุได้นั่ง ในขณะที่เก้าอี้ที่มีคนนั่งจากประตูรถขึ้นมาจนถึงที่สาวผมหยิกนั่งอยู่ มีทั้งผู้ชายผู้หญิงหลายคนนั่งอยู่ แต่ไม่มีใครมีน้ำใจสละที่นั่งลุึกให้ มีแต่เธอคนนี้แหละ สาวผมหยิกนุ่งขาสั้นที่มีน้ำใจ


            เมื่อผู้ชายที่นั่งอยู่เบาะหน้าๆ ไม่มีน้ำใจให้ ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอ ซึ่งมีน้ำใจมากกว่า จึงลุกให้นั่งทันที โดยไม่ต้องมีใครมาเขียนข้อความบอกเหมือนผู้ชาย ว่า "โปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี และคนชรา"


            น้ำใจของสาวผมหยิก มีมากกว่า ผู้ชายหลายคน !!


วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การสร้างความศรัทธาลงในหัวใจ จนเกิดผลงานที่มีชีวิต+มีอนาคต จากบุคคลต้นแบบ สุเวศน์ ภู่ระหงษ์







               ในการทำงานต่างๆ ถ้าเจอคนที่เข้าใจ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมขยายผลในสิ่งที่ผู้ก่อตั้งโครงการ , ประธานกลุ่มดินรักษ์ฟ้าคิดไว้ จะดีแค่ไหน แล้วคนแบบนี้ จะหาได้จากที่ไหนบ้าง คนที่มีจิตอาสา ซึ่งหาได้ยากในสังคมปัจจุบันนี้แล้ว แล้วการค้นหา คนที่มีความตั้งใจมากกว่า คนที่มีจิตอาสาทั่วๆไป มันจะยากขนาดไหนกัน



ไม่ยาก แต่ต้องสร้างขึ้นมา สร้างพลังศรัทธา ถ่ายทอดพลังศรัทธาที่ประธานกลุ่มดินรักษ์ฟ้ามีเต็มหัวใจ ให้บุคคลต้นแบบรับรู้ ... แต่ที่ผ่านมา ประธานกลุ่มดินรักษ์ฟ้ายังไม่สามารถถ่ายทอดพลังศรัทธาที่มีอยู่ในตัวเองสู่สมาชิกในกลุ่มได้มากนัก ทำให้สมาชิกกลุ่มที่เข้ามากด like ใน facebook นับพันคน แต่มีกี่เปอร์เซ็นต์ล่ะที่เกิดพลังศรัทธาจนร่วมคิดร่วมทำ ร่วมขยายผล อย่างบุคคลต้นแบบ สุเวศน์ ภู่ระหงษ์

แล้วจะสร้างพลังศรัทธาเข้าไปในหัวใจคนได้ยังไงบ้าง จะทำยังไง แล้วพี่ Kat DinRakFah จะนึกออกหรือเปล่าว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้เอาพลังศรัทธาใส่เข้าไปในหัวใจของลุงสุเวศน์ อย่างไรบ้าง

หลักการ
1. ทำให้เห็นความตั้งใจ
2. ให้เวลา บ่มเพาะ ทำความรู้จัก ศึกษา จนเกิดความศรัทธาลงในหัวใจ
3. การได้ร่วมงานกัน !! ****

เริ่มจากความคิดของพี่ kat ที่อยากจะถ่ายทอดเรื่องราวของในหลวง ในแง่มุมของเธอ อยากให้คนไทยได้รับรู้ในวงกว้าง ซึ่งที่ผ่านมา เน้นค้นหาข้อมูลและถ่ายทอดลง facebook ทุกๆวัน เวลาำไปจัดกิจกรรมที่ต่างจังหวัด เมื่อออกไปกล่าวปิดงาน ก็ได้พูดเรื่องในหลวงให้เด็กนักเรียนฟังอยู่บ้าง เท่าที่นึกได้ในตอนนั้น เมื่อพูดได้ดี น่าจะเอามาขยายผล อยากให้รวบรวมเรื่องราว เลือกภาพในหลวงมาเล่าในประเด็นที่อยากเล่าดีกว่า แ้ล้วมองหาคนที่ีรักในหลวง อย่าง ลุงสุเวศน์ ทาบทามให้มาร่วมงานนี้กัน ปลายเดือนเมษายน 2554 ก็ขอให้พี่ Kat คัดเลือกภาพมา 20 ภาพ แล้วนั่งเล่ารายละเอียดให้ฟัง มี่เซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ ทีแรก เธอบอกว่า จะให้เขียนให้มั้ย

"ไม่ต้่อง พูดออกมาเลยดีกว่า ใช้เวลาให้คุ้มค่า"

แล้วเธอก็พูดรายละเีอียด กล้องวิดีโอก็บันทึกภาพไป แล้วเอาไฟล์วิดีโอไปให้ลุงนั่งดู

การเขียนเ็ป็นการได้เรียบเรียงข้อมูลให้ดีขึ้น แต่การให้พูด เป็นการดึงศักยภาพที่พี่ kat มีอยู่แต่ไม่รู้ตัว ออกมาวางให้คนอื่นเห็น เมื่อลุงสุเวศน์นั่งดูวิดีโอ นอกจากการศึกษาข้อมูลแล้ว ยังจะต้องศึกษาพี่ Kat จากสีหน้า แววตา คำพูด และความตั้งใจด้วย เมื่อเห็นความตั้งใจจริง เห็นพลังศรัทธาในตัว จึงเต็มที่กับการร่วมงานนั้น (1. ทำให้เห็นความตั้งใจ)

วันเวลาผ่านไป ย่อมมีหลายอย่างที่จะต้องทำ หลายอย่างก็ลืมไปได้ พลังศรัทธาก็เช่นกัน คนอื่นก็ลืมเลือนได้ จึงต้องมีการทำซ้ำ !! ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม หลังปลายเืดือน เม.ย. 54 อีก 2 สัปดาห์ พี่ Kat ก็ต้องรีบเลือกภาพในหลวงแล้วมานั่งอธิบายเป็นครั้งที่ 2 อีก ทำซ้ำ ตอกย้ำพลังศรัทธา ทำให้เห็นว่า เป็นตัวจริงแค่ไหน เมื่อฝึกอธิบายครั้งแรกแล้ว จะรู้วิธีการ ครั้งที่สองจะรู้ตัวเองว่า จะต้องเตรียมตัว เตรียมข้อมูลอย่างไร .... อีกมุมหนึ่ง เป็นการฝึกให้คิด เรียบเรียงข้อมูลให้ดีขึ้น แบบไม่รู้ตัว ไม่ต้องบอก แต่ให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง


เมื่อ 19 มิ.ย.54 พี่ Kat มาเจอคุณลุงสุเวศน์ ได้บรรยายสดๆต่อหน้า ในจำนวนภาพที่มากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น และมีคนซักถามบางประเด็นให้อธิบายเพิ่ม เป็นการถ่ายทอดพลังศรัทธาของพี่ Kat ลงในหัวใจเข้าไปอีก (2. ให้เวลา บ่มเพาะ ทำความรู้จัก ศึกษา จนเกิดความศรัทธาลงในหัวใจ) แล้วพี่ Kat ได้ใช้เวลาเตรียมตัว ทบทวนข้่อมูลอย่างตั้งใจ เพราะรู้ดีว่า ช่วงเวลาที่อธิบายจะเป็นอย่างไร เหมือนเป็นการแอบฝึกการพูดแบบไม่ใ้้ห้รู้ตัว และดึงพลังศรัทธาที่อยู่ในตัว ออกมาวางให้ลุงสุเวศน์เห็นตรงหน้า (3. การได้ร่วมงานกัน !! ****)

ที่กลุ่มดินรักษ์ฟ้ามาที่จันทบุรี ส่วนหนึ่งมาทำสกูีปสัมภาษณ์ ค้นคนดีของพ่อหลวง วันแรกที่มา มีกิจกรรมหลายอย่างที่ต้องทำ แต่นายบอนกำหนดเวลาให้ ต้องสัมภาษณ์คุณลุงในวันที่สอง วันแรกไม่ได้เด็ดขาด เื่พื่อให้เวลาทำความรู้จักคุณลุงมากขึ้น ได้สัมผัสสิ่งที่คุณลุงจะบอกเล่าในช่วงเย็น ส่วนใครจะได้อะไรแค่ไหน ขึ้นอยู่ักับแต่ละคน

เมื่อเกิดพลังศรัทธาในหัวใจต่อกลุ่มดินรักษ์ฟ้า จึงทำให้ลุงสุเวศน์ พูดว่า ขอเข้าร่วมกลุ่มด้วย พูดออกมาเอง รวมทั้งช่วยคิด ช่วยขยายผล ช่วยบอกต่อ ช่วยหาสมาชิก ช่วยคิดแนวทางที่จะทำให้กลุ่มเติบโตขยายใหญ่ ซึ่ง สมาชิกกลุ่มที่มีมากมายนับพันคน ไม่คิดแบบนี้ เพราะไม่ได้สร้างพลังศรัทธาลงในหัวใจ ยังไม่ได้เห็นความตั้งใจจริงๆ เหมือนที่คุณลุงเห็น ไม่ได้ให้เวลาบ่มเพาะ ทำความรู้จัก ศึกษา และได้ี่ร่วมคิด ร่วมงานกันจริงๆ

พี่ Kat ใช้เวลาถ่ายทอดพลังศรัทธาไปยังลุงสุเวศน์ ไม่ถึง 2 เดือน (ปลาย เม.ย.- มิ.ย.54) แต่ผลงานเกินคาด คนเดียว คิด ทำ ขยายผล เชื่อมโยง ต่อยอด ให้มากกว่าสมาชิกหลายคนที่พี่ kat หวังไว้ ... มากกว่า ญาติพี่น้อง คนที่รู้จักกันมานานซะอีก

คงต้องคิดใหม่แล้วล่ะ สำหรับอนาคต กับการทำกิจกรรมต่างๆ จะต้องบอกว่า "ขอให้พวกเราไปช่วยงานกันหน่อยนะ ช่วยสลับกันไปจัดกิจกรรมในต่างจังหวัดหน่อยนะ" หรือจะให้เกิดในแบบ จะไปจัดกิจกรรมที่จังหวัดไหน ในเดือนไหน แล้วมีคนช่วยคิด ช่วยทำ ช่วยขยายผล โดยไม่ต้องมากระตุ้น ขอร้อง หรือเปล่านะ


* หลักการทีุ่ลุงสุเวศน์ นำมาใช้ เป็นหลักการของในหลวงนั่นเอง

"เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา"

พยายามนำมาคิดใช้กับงานต่างๆ แม้แต่งานของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า

นับจากนี้ก็อยู่ที่ว่า กลุ่มดินรักษ์ฟ้า ที่ศึกษาข้อมูล เรื่องราวของในหลวง จะหยิบหลักการของในหลวงเรื่องใดมาปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละช่วงเวลา
แต่ละอย่างก็มีวิธีคิด วิธีการที่ต่างกันไป......




ปิดท้าย
1) งานขอเป็นคนดี ฯ ที่ชลบุรี ก็สร้างพลังศรัทธาลงในหัวใจ ใครบางคนที่นั่นได้ อยู่ที่พี่ Kat แล้วล่ะ ว่าจะทำยังไง
2) จากวันนี้ และต่อไป ก็สร้างพลังศรัทธาลงในหัวใจ ของสมาชิกดินรักษ์ฟ้าใน facebook ได้ อยู่ที่พี่ Kat แล้วล่ะ ว่าจะทำยังไง
3) สิ่งที่ทำไปแล้ว เช่น ไปสัมภาษณ์บุคคลในวันที่ 18 มิ.ย.54 ถ้าตัดต่อ จัดทำิิออกมาให้เสร็จสมบูรณ์ เผยแพร่ตามที่ตั้งใจไว้ และส่วนหนึ่ง ทำเ็ป็นซีดี ส่งไปให้ผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ชม จะเกิดผลงาน ผู้สนับสนุนหลายอย่างตามมา ตามหลักการ 3 ข้อ ที่ว่ามา (1. ทำให้เห็นความตั้งใจ, 2. ให้เวลา บ่มเพาะ ทำความรู้จัก ศึกษา จนเกิดความศรัทธาลงในหัวใจ, 3. การได้ร่วมงานกัน !! ****)
4) แม้แต่เพลงที่มีโอกาสได้ทำดนตรี ก็เช่นกัน จะนำไปสู่การขยายผลที่ คนทำดนตรี ยังไม่ได้คิด...

ถ้าคิดยังไม่ถึงตรงนั้น ใช้เวลาว่างๆ คิดให้ถึึงตรงนั้น