วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เอกสารแจกจากผู้อาวุโสบนรถเข็น เมื่อวันอำลาการชุมนุมของพันธมิตรฯ 1 ก.ค 2554

            ที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อยามดึก 1 ก.ค.2554 ในขณะที่บนเวทีมีกิจกรรมร่ำลาก่อนยุติการชุมนุมในวันที่ 2 ก.ค.2554 ผู้คนมาร่วมชุมนุมมากมาย บางส่วนอยู่รอบนอก บริิเวณที่รถจอดอยู่้



            ผู้อาวุโสนั่งรถเข็นผ่านมาดังภาพ ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ มาแจกเอกสารสำคัญ ซึ่งนายบอนได้รับเอกสารนี้จากมือของท่านด้วย ด้านหน้ามีข้อความว่า " รวมบทกวีการเืมือง โดย นารายณ์ลิขิต  แผนยุทธศาสตร์ดอกบัวบานพร้อมกันทั่วราชอาณาจักร (พลังบริสุทธิ์ของชาติ)"       


pad 1 july2554




            เนื้อหาในเอกสารที่แจก น่าสนใจทีเดียว จึงนำมาถ่ายทอด เผยแพร่กันต่อ ดังนี้


pad 1 july2554


pad 1 july2554





รวมบทกวีการเืมือง

โดย นารายณ์ลิขิต  

แผนยุทธศาสตร์ดอกบัวบานพร้อมกันทั่วราชอาณาจักร (พลังบริสุทธิ์ของชาติ)

๑ x ๑๐๐


          พันธมิตรสภาราษฎรกองทัพธรรม ใคร่ได้ร่วมมือกับ ประัพันธฺ์ศักดิ์ กมลเพ็ชร นักคิด นักประดิษฐ์ นักประพันธ์ โปรดนำไปถ่ายเอกสารทั้งฉบับแจกจ่ายให้ถึงมือถึงใจคนรัก คนรู้จักใกล้ชิดเพื่องฝูงญาติมิตร พี่น้อง จำนวนหนึ่งร้อยคนภายในหนึ่งวันแล้วขอร้องให้ผู้รับถ่ายทอด สืบต่อกันไปอีกร้อยคน จนถึงมือถึงใจคนจนทั่วราชอาณาจักรท่านจะได้รับผลบุญกุศลทวีคูณ  อย่างน้อยที่สุด คือ ผลบุญอันเกิดจากการให้แสงสว่าง เป็นทานแก่คนยากคนจน อีกทั้งเป็นการส่งเสริมงานรณรงค์เพื่อการอ่านหนังสือไทย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขอบพระคุณ


           
หลุมดำการเืมืองไทย
ข้อเตือนใจของ ประพันธุ์ศักดิ์ กมลเพ็ชร ประธานสภาราษฎร แกนนำพลังเงียบ "หนึ่งคูณสาม"

            หลุมดำการเมืองไทย เป็นปัญหาความมืดมนที่สุดในสังคมการเมืองไทย ซึ่งบางคนยังไม่เข้าใจยังไม่รู้จัก เพราะคนส่วนใหญ่ตกอยู่ในหลุมดำนั้นแล้วโดยไม่รู้สึกตัว  หรือแม้รู้สึกตัวว่าตกอยู่ในวังวนของหลุมดำแล้วก็ไม่สามารถที่จะขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงให้หลุดออกมาจากหลุมดำนั้นได้ เพราะไม่มีพลังอำนาจในการขัดขืน ต้านทานได้ในท้ายที่สุด ก็ต้องถูกกลืนหายไปจนไม่มีวันผุดวันเกิด ในโลกเสรีขึ้น ซึ่งมีความเป็นอิสระเสรีสูงสุดสมกับเป็นมนุษย์ที่เกิดมาในระบบสุริยะจักรวาล


            เรื่องของหลุมดำจึงเป็นเรื่องสำคัญที่มนุษย์เสรีที่ทุกคนต้องศึกษาทำความรู้จักและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนที่จะพลัดหลงตกลงไปในหลุมดำ โดยปราศจากการตักเตือนสั่งสอนของผู้รู้วิญญูชนทั้งหลาย ที่มีจิตเมตตากรุณาอันบริสุทธิ์เตือนสติไม่ให่ "คนดี" พลัดหลงตกลงไปในหลุมดำการเมืองไทย (อย่าไว้ใจคนหน้าด้านใจดำ)


            หลุมดำคืออะไร ?
            1. หลุมดำคือสภาวะแห่งความมืดมนสิ้นหวัง
            2. หลุมดำมีพลังดูดกลืนสรรพสิ่งทั้งหลายให้หมดสภาพกลายเป็นจุณ
            3. หลุมดำทำลายทั้งรูปธรรมและนามธรรมของสสารพลังงานทั้งปวง "ทำลายความเป็นมนุษย์"


            ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเชิงประจักษ์ในประเทศไทย คือ "หลุมดำการเืมืองไทย"
            1. คือสภาวะครอบงำทางการเมืองอันมืดมน อนธกาลที่หาทางออกไม่ได้แม้แต่ตัวผู้นำทางการเมือง
            2. เ็ป็นพันธนาการมนุษย์เต็มไปด้วยโซ่ตรวนและคุกตารางทั้งทงร่างกายสติปัญญาและจิตวิญญาณ
            3. เป็นสภาวะแห่งความเป็นทาสทั้งทางร่างกายจิตใจเหมือนตกอยู่ในห้วงเหวโมหะจิตกิเลศของสัตว์การเมือง


            ซึ่งเกิดกับคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งตกอยู่ในวังวนแห่งความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยไม่รู้อะไรเป็นต้นสายปลายเหตุ เพราะไม่มีโอกาสเข้าถึงธรรม แห่งศาสนาเหมือนกับคนตกนรกทั้งเป็นโดยไ่ม่รู้ว่า พรรคการเมืองบางพรรคนั้นคือ นรก สถานการณ์และความเป็นจริงทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้เกิดความจำเป็นโดยธรรมที่ต้องมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "มนุสสปฏิวัติ" เพื่อปลดปล่อย "ทาส " ให้เป็นอิสระเสรีสมกับเป็นมนุษย์ คน "ไท"  เป็นการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับ "ดวงอาทิตย์" ที่ประทานแสงสว่างให้กับดาวนพเคราะห์ทั้งหลายที่มีมีแสงสว่างในตัวเอง ได้รับแสงสว่างและความร้อนจากแสงอาทิตย์จนเกิดมีชีวิต มนุษย์ สัตว์ พืช และความหลากหลายทางชีวภาพทั้งปวง ซึ่งเกื้อกูลกันทั้งหมดในโลกซึ่งมีน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในการทำให้ทุกชีวิตเกิดขึ้น วิวัฒนาการดับสลายแปรเปลี่ยนไป ไม่ีที่สิ้นสุด จนกว่าดาวโลกจะหมดธาตุน้ำ ดวงอาทิตย์จะหมดสิ้นซึ่งแสงสว่าง พลังงานและความร้อนรวมถึงแรงดึงดูดให้โลกดำรงอยู่ต่อไป "หลุมดำการเมืองไทย" จึงเป็นสภาวะแห่งความเป็นจริงที่มนุษย์เสรีไม่ควรประมาทปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกลงไปในวังวน แห่งความมืดมนเหมือนเหวนรกที่ไม่มีวันผุดวันเกิด ขอเตือนใจให้รู้ไว้ ระมัดระวังมิให้ตกลงไปในหลุมดำการเมืองไทย












ประกาศ
บัญญัิติสิบประการของสภาราษฎร
โดย ประพันธศักดิ์ กมลเพ็ชร ประธานสภาราษฎร




        1. รัฐต้องจัดสวัสดิการให้ครอบครัวไทยทุกครอบครัวมีที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ครอบครัวและหนึ่งไร่ ตามแผนยุทธศาสตร์ดอกบัวบานพร้อมกันทั่วราชอาณาจักร
            
        2. รัฐต้องประกันราคาข้าวเพิ่มขึ้นปีละสิบเปอร์เซ็นต์ทุกปีต่้อเนื่องเป็นเวลาสิบปี ตามแผนยุทธศาสตร์บันใดสิบขั้นให้ชาวนาขึ้นสวรรค์


        3. รัฐต้องทำสงครามเอาชนะยาเสพติด ทุจริตคอรัปชั่น การค้ามนุษย์และความยากจนให้ได้รับชัยชนะโดยเด็ดขาดภายในเวลาห้าปี


        4. รัฐต้องให้กำเนิด "รัฐธรรมนูญของปวงชน" อันเกิดจาก "สภาร่างรัฐธรรมนูญของปวงชน" ภายในเวลาสองปี


        5. รัฐต้องรณรงค์ส่งเสริมให้เยาวชนอายุสิบห้าปีขึ้นไป มีสิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีโดยตรง ภายในเวลาสองปี รัฐต้องปฎิรูประบบเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม การเมือง การบริหาร การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การสื่อสารคมนาคม การป้องกันประเทศ การต่างประเทศ และกระบวนการยุติธรรม ด้วยการใช้ "แผนเร่งรัดพัฒนาประเทศสิบปี"


        6. รัฐต้องจัดตั้งมหาวิทยาลัยให้ครบทุกจังหวัดและจัดตั้งมหาวิทยาลัยโลกพร้อมกับสร้างหอประชุมเอกภพให้แล้วเสร็จภายในเวลาสิบปี


        7. รัฐต้องจัดงาน "มหกรรมฉลองสันติภาพโลกพันปี" เพื่อหาเงินรายได้สร้างมหาวิทยาลัยโลกและหอประชุมเอกภพ ให้แล้วเสร็จภายในสิบปี


        8. รัฐต้้องกำหนดรัฐประศาสโนบาย  และวิเทโศบายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลกด้วยการสร้างระบบรถไฟโลก เครือข่ายสายการบินและการเดินเรือทั่วโลก


        9. รัฐต้องจัดตั้งกระทรวงพัฒนาการลงทุนการค้าและการท่องเี่ที่ยวระหว่างประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์พันเมืองทั่วโลก


        10. รัฐต้องออกพันธบัตร เพื่อปฏิบัติ " แผนยุทธศาสตร์เร่งรัดพัฒนาประเทศ 10 ปี" ด้วยความเห็นชอบของ ประชาชนทั่วราชอาณาจักร


        บัญญัิติสิบประการนี้ ให้ถือเ็ป็นนโยบายสาธารณะที่รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ต้องนำมาปฏิบัติจัดทำให้สัมฤทธิ์ผล เื่พื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม สนองพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูิมิพลอดุลยเดชมหาราช เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 7 รอบนักษัตร


        * * *  ร่วมจัดตั้ง "กลุ่มธรรมสหกรณ์" วันละหนึ่งบาทกู้วิกฤติกู้แผ่นดินได้
          สัจจะออมทรัพย์วันละ 1 บาท กู้ชาติกู้วิกฤติกู้แผ่นดินไำด้ (สภาราษฎรเตรียมเสนอ พรบ.)
                                                     

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทำหนังสืองานศพให้แม่ : คำขอจากพี่น้อย เพ็ญพิมล

          เช้าวันที่ 28 มิ.ย.2554 มีเบอร์โทรแปลกๆ โทรเข้ามา พอรับสาย ได้ยินเสียงคุ้นๆ ... พี่น้อย เพ็ญพิมล ใสงาม โทรมา บอกว่า อยากให้ทำหนังสือประวัติคุณแม่ของพี่น้อย ที่มีอายุเฉียด 100 ปีแล้ว


          คุณแม่ของพี่น้อย กำลังจะไปผ่าตัดที่อุบลราชธานี พี่น้อยเลยอยากให้ทำหนังสือประวัติ เผื่อไว้แจกในงานศพ แล้วก็นึกถึงนายบอน เพราะเคยไปช่วยทำหนังสือ สารวัตรจ๊าบ พ.ต.ท. เมธี ชาติมนตรี และถูกใจสำนวนการเขียนและการเก็บรายละเอียดประวัติของสารวัตรจ๊าบจากการเล่าให้ฟัง เลยติดต่อให้ทำหนังสือให้อีก จะให้ไปสัมภาษณ์เก็บข้อมูลที่บุรีรัมย์ ทั้งสัมภาษณ์คุณแม่ และลูกหลานคนอื่นๆด้วย


          โห งานหนักมาอีกแล้วเหรอเนี่ย





           ตอนที่ทำหนังสือ สารวัตรจ๊าบ ภายในเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนถึงงานครบรอบ 1 ปี 7 ตุลารำลึก เมื่อ 7 ต.ค.2552 ต้องรีบทำจนแทบกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะเกร็งพอสมควร แต่ก็ทำจนเสร็จ  แม้จะมีคำผิด และพิมพ์ตกอยู่บ้าง เมื่อให้ทำหนังสือให้แม่ของพี่น้อย ก็คงต้องพิถีพิถันมากขึ้น เพราะมีเวลามากขึ้นกว่าเดิม


            เมื่อพี่น้อยบอกว่า จะทำไว้แจกในงานศพ เลยเสนอไปว่า ไม่ต้องงานศพก็ได้ งานวันเกิด หรืองานทำบุญ ก็น่าจะแจกได้ ถ้าใครสนใจจะได้สอบถามกับคุณแม่ เพราะประวัติชีวิตของคุณแม่พีน้อย มีความน่าสนใจมาก ผ่านชีวิตมาหลายแบบ


          เรื่องเขียนหนังสือนั้น ความจริง พี่น้อยก็สามารถที่จะเขียนออกมาได้  เช่น เขียนบทรำลึกถึงสารวัตรจ๊าบ ในหนังสือเล่มเก่าๆ " หนังสืออนุสรณ์ แค่ดินก้อนแรก ของ การเมืองใหม่"... ก็เขียนจนหลายคนที่ได้อ่านต้อง น้ำตาซึม แต่พี่น้อยไม่อยากเขียน เพราะต้องใช้เวลา และสมาธิมากพอสมควร พี่น้อยมีภาระอย่างอื่นที่ต้องทำมากมาย


             เมื่อพี่น้อยโทรมา ก็นึกถึงวันวาน ที่พี่น้อยผ่านความเจ็บปวด ที่สามีต้องเสียชีวิตไปในการชุมนุมของพี่น้องพันธมิตรช่วง 7 ต.ค.2551  พี่น้อยต้องกลายเป็นแกนนำ พธม.บุรีรัมย์แบบจำเป็น ต้องเข้มแข็งทั้งที่อยากจะมีชีวิตแบบผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง  ร้องไห้ เศร้าสุข เหมือนคนทั่วไป แต่ทำไม่ได้แบบนั้น  ในช่วงปลายปี 2552- กลางปี 2553 นายบอนได้เข้าไปช่วยงาน ดูแล ช่วยพี่น้อยแวะเวียนไปที่บ้านของพี่น้อยอยู่บ่อยๆ จนจะกลายเ็ป็นญาติ เป็นน้องชายไปซะแ้ล้ว


            จากวันนั้น เลยบอกกับตัวเองว่า ถ้าวันไหน พี่น้อยขอให้ไปช่วยทำอะำไรให้ นายบอนจะไปทำให้ทันที ถ้ามีความสามารถทำให้ได้ และคงจะได้ไปช่วยทำหนังสือประวัติคุณแม่ของพี่น้อยในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

             นอกจากหนังสือ อาจจะทำในรูปแบบอื่นๆด้วย อาจจะเป็นเพลงแหล่ประวัติ, หนังสือเสียง, VCD  หรือรูปแบบอื่น ๆ ให้ประทับใจ มีคุณค่า อยู่ในความทรงจำนานๆ

              แต่คุณแม่ของพี่น้อย กำลังจะผ่าตัด แล้วพี่น้อยโทรเรียกตัวแบบนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ คงต้องรวบรวมสมาธิ สติ ทำงานยากๆให้พี่น้อยอีกครั้งแล้ว

   

              

บันทึกการเดินทางไปจันทบุรี เมื่อ 26 มิ.ย.2554

           เดือนมิถุนายน 54 ถือได้ว่า เดินทางมาที่จันทบุรีบ่อยมากๆ มาทุกสัปดาห์ เดินทางจนเหนื่อย แต่ก็ต้องมา 26 มิ.ย. 54 ขึ้นรถออกจากกาฬสินธุ์ เที่ยว 9.10 น. มาทันขึ้นรถไปโคราช ออกจาก บขส.ขอนแก่นตอน 10.30 น. พอดี มาถึงโคราช 13.30 น. หยิบทับทิมที่แม่ห่อใส่ถุงให้มานั่งแกะกิน หลังจากข้าวมื้อเที่ยงที่ บขส.โคราช หมดไป 1 จาน

             รถไปจันทบุรี มีเที่ยว 14.15 น. เลยซื้อตั๋วไปรถเที่ยวนั้น จะได้ถึงจันท์ไม่ค่ำมากนัก ขึ้นรถ ได้นั่งกับคุณยายท่านหนึ่ง ที่เปิดกระเป๋า นั่งกินข้าวบนรถ คุณยายไปลงที่จันทบุรีเหมือนกัน ตอนแรกก็นั่งข้างๆ แต่วันอาทิตย์นี้ ที่นั่้งไม่เต็ม พอรถแล่นมาถึง บขส.กบินทร์บุรี เลยลุกออกมานั่งเบาะที่ว่าง คราวนี้ คุณยายเลยได้นั่งสบาย นั่งสองเบาะแบบไม่ต้องเกร็ง เดี๋ยวก็ย้ายที่นั่ง เปลี่ยนมุมมั่งล่ะ แอบมองคุณยายแล้วอมยิ้ม
             นั่งชมวิวเพลินๆ จนรถแล่นผ่าน เขาฉกรรจ์ อยากถ่ายรูปเขาฉกรรจ์ตั้งนานแ้ล้ว วันนี้ได้นั่งตรงหน้าต่างด้านเขาฉกรรรจ์พอดี เลยหยิบกล้องวิดีโอ ถ่ายซะเลย




             ช่วง 5 โมงเย็น ลุงสุเวศน์โทรมาถาม ว่า ตกลง มาที่จันหรือเปล่า

           " กำลังนั่งรถมาถึงเขาฉกรรจ์แล้วครับ"

           "อ้าว เมื่อบ่ายโทรคุยกะกู๋ บอกว่า บอนต้องมาหาผมก่อน" คุณลุงหมายถึง พี่กู๋ sako ที่โทรคุยกัน ซึ่งนายบอนบอกว่า จะแวะเข้าไปหาบ่ายวัยอาทิตย์ แต่ก็เปลี่ยนแผนใหม่ เลยบอกเลื่อนนัดไปทาง facebook พี่เค้าคงยังไม่ได้เปิดดูข้อความในนั้น .. เมื่อลุงโทรคุยกับพพี่กู๋ นึกว่านายบอนไม่มา เลยให้ลูกชายขับรถไปเล่นดนตรี จึงไม่มีรถเก๋งมารับนายบอนที่ บขส. เลยบอกให้ นั่งมอเตอร์ไซต์มาที่บ้านละกัน โทรมา จะบอกทางมอเตอร์ไซต์ให้

                นายบอน ตัดสินใจลงที่แยกปากแซง ซึ่งใกล้บ้านแสลงมากกว่า มาถึงใกล้แยกปากแซง รถติดพอสมควร เป็นรถขนผลไม้มาขายนั่นเอง ลงจากรถแล้วก็ถ่ายวิดีโอบรรยากาศบางมุมไว้



                ถ่ายเสร็จก็จะเดินจากแยกปากแซงไปที่สี่แยกแสลง เพราะตอนที่นั่งรถมา ก็แป๊บเดียว เดินไม่นานก็คงจะถึง เคยเดินป่าไกลๆ มาแล้ว เดินไปตามถนนไม่น่ามีปัญหา เริ่มเดินจาก 21.05 น. เดินๆๆๆๆๆๆ มาตั้งไกล เห็นแต่ความมืด ผ่านมา 10 นาที จนนึกว่า มาผิดทางหรือเปล่าหนอ แต่ก็มีเส้นทางนี้เส้นเดียว เลยเดินๆๆๆๆ ต่อไป ท่ามกลางความมืด รถแล่นผ่านไปเรื่อยๆ มีแสงไฟสาดส่้องให้เห็นริมถนนได้มั่ง ช่วงที่ไม่ีรถแล่นผ่าน มืดมากๆ เลยต้องเดินๆๆๆๆๆ มาไกลพอสมควร 21.30 น.ก็แล้ว ทางข้างหน้ายังมืดอยู่ มองกลับไปข้างหลัง เห็นแสงไฟที่แยกปากแซงอยู่ไกลๆ

               เดินไปเรื่อยๆ จนเห็น แสงไฟสว่างไกลๆ สี่แยกไฟแดง แสลงนั่นเอง เดินมาจนถึงแยกแสลงตอน 21.50 น.พอดี เดินเร็วมาตั้ง 45 นาที ไกลเหมือนกันนะเนี่ย ถ้านั่งรถก็แป๊บเดียว ไม่กี่นาที

              เดินจนเหนื่อย เหงื่อตก ปวดเอวนิดๆ แต่พอมานั่งพักที่ป้อมยามทางเข้าตำบลแสลง สักพักก็หายปวดเมื่อย คุณลุงโทรมา เลยบอกว่าอยู่ที่ป้อมยาม คุณลุงเลยขี่มอเตอร์ไซต์ออกมารับ ลุงบอกว่า ไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซต์ตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังซิ่้งได้อยู่

              คุณลุงนั่งจิบยาดองรอตั้งแต่ 6 โมงเย็นแล้ว มาถึงก็เลยนั่งจิบยาดอง คุยกันต่อจนเกือบ 5 ทุ่ม

           ถึงมาบ่อย ก็ได้รสชาติการเดินทางที่ต่างไปอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน

E-book ท่านเหลียวฝาน สอนให้เป็นคนดี

          เมื่อมีโอกาสไปเยีั่ยมบ้านคุณคัทรียา อัตถากรอีกครั้ง เมื่อ 28 มิ.ย.2554 เธอได้มอบหนังสือเล่มเล็กมาให้อ่านยามว่าง ชื่อหนังสือ "ท่านเหลียวฝาน สอนให้เป็นคนดี" ซึ่งที่ปกหลัง มีภาพถ่ายของ อ.สุเทพ อัตถากร, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ อาจารย์เรืองวิทย์ ดุษฏีสุรพจน์ ซึ่งเป็นหนังสือเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว  ตั้งแต่ อ.สุเทพ เป็น รมต.ว่าการทบวงมหาวิทยาลัย แม้จะเป็นหนังสือเก่า แต่ได้ถูกเก็บไว้อย่างดี มีการถนอมรักษาหนังสือไว้ดีมาก เนื้อหาน่าอ่าน สามารถที่จะอ่านจบได้ในระยะเวลาไม่นาน เพราะมีเพียงสิบหน้า แต่เนื้อหาข้างในเป็นหลักการโดยสรุป และ บทฝึกลดความเห็นแก่ตัว เนื้อหามุ่งเน้นให้เป็นคนดีของชาติ



         หนังสือดีๆแบบนี้ เลยเอามาทำเป็น E-book ซะเลย ให้มิตรสหายได้เปิดอ่าน Online ตามสะดวกได้ทันที